วันพุธ, พฤศจิกายน 11, 2009
ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ. ๒๕๓๕
----------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕" ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๓ ให้ยกเลิก
(๑) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๐
(๒) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๕
(๓) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๗
(๔) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานใน
องค์การระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๙บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะรัฐมนตรี และคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้ว
ในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทนข้อ ๔ ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบ และมีอำนาจตีความและ
วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ส่วนการลาของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม
ตามหมวด ๓ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รักษาการ และมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหา
ในกรณีที่การตีความหรือวินิจฉัยปัญหาของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวง
ยุติธรรมขัดแย้งกัน ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีวินิจฉัยชี้ขาด
หมวด ๑บททั่วไป
-------------------
ข้อ ๕ ในระเบียบนี้
"ปลัดกระทรวง" ให้หมายความรวมถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดทบวงและ
ปลัดกรุงเทพมหานครด้วย
"หัวหน้าส่วนราชการ" หมายความว่า อธิบดี หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
และมีฐานะเป็นกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด และให้หมายความรวมถึงผู้อำนวยการสำนักในสังกัด
กรุงเทพมหานคร นายกราชบัณฑิตยสถาน และเลขานุการรัฐมนตรีในฐานะบังคับบัญชาสำนักงาน
เลขานุการรัฐมนตรีด้วย
"หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง" หมายความว่า ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวง
ปลัดทบวงหรือปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะบังคับบัญชาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนัก
งานปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดทบวง หรือสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการที่มี
ฐานะเป็นกรมซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมซึ่งไม่สังกัด
สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง
"เข้ารับการตรวจเลือก" หมายความว่า เข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการเป็น
ทหารกองประจำการ"เข้ารับการเตรียมพล" หมายความว่า เข้ารับการระดมพล เข้ารับการตรวจสอบพล
เข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร"องค์การระหว่างประเทศ" หมายความว่า องค์การที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นด้วย
ความตกลงระหว่างประเทศทั้งในระดับรัฐบาลและระดับเอกชน และสำหรับองค์การสหประชาชาติ
ให้หมายความรวมถึง ทบวงการชำนัญพิเศษและองค์การอื่นใดในเครือสหประชาชาติด้วย"องค์การต่างประเทศ" หมายความว่า องค์การหรือสถาบันต่างประเทศตามที่
ผู้รักษาการตามระเบียบจะได้ประกาศรายชื่อให้ทราบ"การไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ" หมายความรวมถึง การไปปฏิบัติงาน
ตามโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ การไปปฏิบัติงานในองค์การต่างประเทศการไปปฏิบัติงานใน
ต่างประเทศในลักษณะเดียวกันกับการไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งการไป
ปฏิบัติงานในหน่วยงานขององค์การระหว่างประเทศหน่วยงานขององค์การต่างประเทศ หรือ
หน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนใน
ลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนจากองค์การระหว่างประเทศ องค์การต่างประเทศหน่วยงานของ
รัฐบาลต่างประเทศหรือจากประเทศที่ไปปฏิบัติงาน แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการเดินทางไปราชการ
ตามระเบียบว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการหรือการจัดการประชุมของทางราชการ
การไปรับราชการประจำในต่างประเทศ การไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัย ตาม
ระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรม และดูงาน ณ ต่างประเทศ
"ลาติดตามคู่สมรส" หมายความว่า ลาติดตามสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็น
ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ หรือ
ทางราชการสั่งให้ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศตามความต้องการของทางราชการตามกฎหมายว่าด้วย
การกำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ไปทำการซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการหรือเต็ม
เวลาทำงาน ตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไป แต่ไม่รวมถึงกรณีที่คู่สมรสลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติ
การวิจัย ณ ต่างประเทศ
ข้อ ๖ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยยระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ
พลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง
ข้าราชการครูตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบข้าราชการตำรวจ ข้าราชการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ และ
ข้าราชการกรุงเทพมหานครตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร
ในกรณีที่กระทรวง ทบวง กรมใดมีเหตุพิเศษซึ่งจะต้องวางหลักเกณฑ์และขั้นตอนวิธีปฏิบัติ
เกี่ยวกับการลาประเภทใดเพิ่มเติมหรือแตกต่างไปจากที่ระเบียบนี้กำหนด ให้กระทรวง หรือทบวง
เจ้าสังกัดขอความเห็นผู้รักษาการตามระเบียบเพื่อประกอบการพิจารณากำหนดเป็นระเบียบของกระทรวง
หรือทบวง นั้นได้
ข้อ ๗ การลาทุกประเภทตามระเบียบนี้ ถ้ามีกฎหมาย ระเบียบหรือมติคณะรัฐมนตรี
กำหนดเกี่ยวกับการลาประเภทใดไว้เป็นพิเศษ ผู้ลาและผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาจะต้อง
ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหรือมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลาประเภทนั้นด้วย
ข้อ ๘ ผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตและอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาสำหรับ
ข้าราชการแต่ละประเภทให้เป็นไปตามตารางที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้ส่วนราชการหรือหน่วยงานใดมีข้าราชการหลายประเภทให้ผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต
การลาของส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นมีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาสำหรับข้าราชการทุก
ประเภทที่อยู่ในสังกัดส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้น
ในกรณีที่ผู้มีอำนาจอนุญาตการลาตามระเบียบนี้ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้
และมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจรอขออนุญาตจากผู้มีอำนาจได้ ให้ผู้ลาเสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้มี
อำนาจอนุญาตการลาชั้นเหนือขึ้นไปเพื่อพิจารณา และเมื่ออนุญาตแล้วให้แจ้งให้ผู้มีอำนาจอนุญาต
ตามระเบียบทราบด้วย
ผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาจะมอบหมายหรือมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้แก่
ผู้ดำรงตำแหน่งใด เป็นผู้พิจารณาหรืออนุญาตแทนก็ได้
ข้อ ๙ ข้าราชการผู้ใดได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ณ หน่วยงานอื่นใดของทางราชการ
หากประสงค์จะลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ลาพักผ่อน หรือลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือ
เข้ารับการเตรียมพล ในช่วงเวลาที่ไปช่วยราชการ ให้เสนอขออนุญาตลาต่อผู้บังคับบัญชาของ
หน่วยงานที่ไปช่วยราชการ แล้วให้หน่วยงานนั้นรายงานจำนวนวันลาให้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้นั้น
ทราบอย่างน้อยปีละครั้ง
การลาประเภทอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ให้เสนอขออนุญาตลาต่อส่วนราชการ
เจ้าสังกัดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับการลาประเภทนั้น
ข้อ ๑๐ การนับวันลาตามระเบียบนี้ให้นับตามปีงบประมาณ
การนับวันลาเพื่อประโยชน์ในการเสนอหรือจัดส่งใบลา อนุญาตให้ลา และคำนวณวันลา
ให้นับต่อเนื่องกันโดยนับวันหยุดราชการที่อยู่ในระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วย
เว้นแต่การนับเพื่อประโยชน์ในการคำนวณวันลาสำหรับวันลาป่วยที่มิใช่วันลาป่วยตามกฏหมายว่าด้วย
การสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ วันลากิจส่วนตัว
และวันลาพักผ่อน ให้นับเฉพาะวันทำการ
การลาป่วยหรือลากิจส่วนตัวซึ่งมีระยะเวลาต่อเนื่องกัน จะเป็นในปีเดียวกันหรือไม่ก็
ตาม ให้นับเป็นการลาครั้งหนึ่ง ถ้าจำนวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกันเกินอำนาจของผู้มีอำนาจอนุญาต
ระดับใด ให้นำใบลาเสนอขึ้นไปตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต
ข้าราชการที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติราชการระหว่างลา ให้ถือว่าการลาเป็นอัน
หมดเขตเพียงวันก่อนวันเดินทางกลับ และวันราชการเริ่มต้นตั้งแต่วันออกเดินทางกลับเป็นต้นไป
การลาครึ่งวันในตอนเช้าหรือตอนบ่าย ให้นับเป็นการลาครึ่งวันตามประเภทของการลา
นั้นๆ
ข้าราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลา หากประสงค์จะยกเลิกวันที่ยังไม่ได้หยุดราชการ
ให้เสนอขอถอนวันลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลา และให้ถือว่าการลา
เป็นอันหมดเขตเพียงวันที่ขอถอนวันลานั้น
ข้อ ๑๑ เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีลงเวลา
การปฏิบัติราชการของข้าราชการในสังกัด โดยมีสาระสำคัญตามตัวอย่างท้ายระเบียบนี้ หรือจะ
ใช้เครื่องบันทึกเวลาการปฏิบัติราชการแทนก็ได้
ในกรณีจำเป็น หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง จะกำหนดวิธี
ลงเวลาปฏิบัติราชการหรือวิธีควบคุมการปฏิบัติราชการของข้าราชการที่มีการปฏิบัติราชการใน
ลักษณะพิเศษเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นควรก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องมีหลักฐานให้สามารถตรวจสอบวัน
เวลา การปฏิบัติราชการได้ด้วย
ข้อ ๑๒ การลาให้ใช้ใบลาตามแบบท้ายระเบียบนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นหรือรีบด่วน
จะใช้ใบลาที่มีข้อความไม่ครบถ้วนตามแบบหรือจะลาโดยวิธีการอย่างอื่นก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องส่งใบ
ลาตามแบบในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ
ข้อ ๑๓ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะไปต่างประเทศในระหว่างการลาตามระเบียบนี้ หรือ
ในระหว่างวันหยุดราชการ ให้เสนอขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ
หรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง
สำหรับหัวหน้าส่วนราชการให้เสนอขออนุญาตต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง
และข้าราชการในราชบัณฑิตยสถานให้เสนอขออนุญาตต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานคร
ให้เสนอขออนุญาตต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
การอนุญาตของหัวหน้าส่วน ราชการตามวรรคหนึ่ง เมื่ออนุญาตแล้วให้รายงาน
ปลัดกระทรวงทราบด้วย
ข้อ ๑๔ การขออนุญาตไปต่างประเทศซึ่งอยู่ติดเขตแดนประเทศไทย ให้ผู้ว่าราชการ
จังหวัดและนายอำเภอในท้องที่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศใด มีอำนาจอนุญาตให้ข้าราชการ
ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคในสังกัดจังหวัดหรืออำเภอนั้นๆ ไปประเทศนั้นได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน
๗ วัน และ ๓ วันตามลำดับข้อ
๑๕ ข้าราชการผู้ใดไม่สามารถมาปฏิบัติราชการได้ อันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ
ซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปในท้องที่นั้น หรือพฤติการณ์พิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับข้าราชการผู้นั้นและมีได้เกิดจาก
ความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของข้าราชการผู้นั้นเอง โดยพฤติการณ์พิเศษดังกล่าวร้ายแรง
จนเป็นเหตุขัดขวางทำให้ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งตามปกติ ให้ข้าราชการผู้นั้นรีบ
รายงานพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้มาปฏิบัติราชการไม่ได้ต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงทันทีในวันแรกที่สามารถมาปฏิบัติ
ราชการได้
สำหรับหัวหน้าส่วนราชการให้รายงานต่อปลัดกระทรวงหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงให้
รายงานต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานคร ให้รายงานต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เห็นว่าการที่ข้าราชการผู้นั้นมาปฏิบัติราชการไม่ได้ เป็น
เพราะพฤติการณ์พิเศษตามวรรคหนึ่งจริง ให้สั่งให้การหยุดราชการของข้าราชการผู้นั้นไม่นับเป็น
วันลาตามจำนวนวันที่ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการได้อันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษดังกล่าวในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เห็นว่าการที่ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการยังไม่สมควรถือ
เป็นพฤติการณ์พิเศษตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวันที่ข้าราชการผู้นั้นไม่มาปฏิบัติราชการเป็นวันลากิจส่วนตัว
หมวด ๒
ประเภทการลา
-------------------------
ข้อ ๑๖ การลาแบ่งออกเป็น ๙ ประเภท คือ
(๑) การลาป่วย
(๒) การลาคลอดบุตร
(๓) การลากิจส่วนตัว
(๔) การลาพักผ่อน
(๕) การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
(๖) การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล
(๗) การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย
(๘) การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
(๙) การลาติดตามคู่สมรส
ส่วนที่ 1 การลาป่วย
--------------------
ข้อ ๑๗ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพื่อรักษาตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ
ผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ในกรณีจำเป็นจะเสนอหรือ
จัดส่งใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้
ในกรณีที่ข้าราชการผู้ขอลามีอาการป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่น
ลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้ว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว
การลาป่วยตั้งแต่ ๓๐ วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองของแพทย์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนและ
รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแนบไปกับใบลาด้วย ในกรณีจำเป็นหรือเห็นสมควรผู้มี
อำนาจอนุญาตจะสั่งให้ใช้ใบรับรองของแพทย์ซึ่งผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นชอบแทนก็ได้
การลาป่วยไม่ถึง ๓๐ วัน ไม่ว่าจะเป็นการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดต่อกัน
ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นสมควร จะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ตามวรรคสามประกอบใบลา หรือสั่งให้
ผู้ลาไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้
ส่วนที่ ๒การลาคลอดบุตร
------------------------
ข้อ ๑๘ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้จะให้ผู้อื่น
ลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้ว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว และมีสิทธิลาคลอดบุตร
โดยได้รับเงินเดือนครั้นหนึ่งได้ ๙๐ วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์
การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใดซึ่งยังไม่ครบกำหนดวันลาของการลา
ประเภทนั้น ให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้นับเป็นการลาคลอดบุตรตั้งแต่วันเริ่มวันลา
คลอดบุตร
ส่วนที่ ๓การลากิจส่วนตัว
-------------------------
ข้อ ๑๙ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
ไม่สามารถรอรับอนุญาตได้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมด้วยระบุเหตุจำเป็นไว้แล้ว หยุดราชการ
ไปก่อนก็ได้ แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว
ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนตามวรรคหนึ่งได้ ให้เสนอหรือจัดส่ง
ใบลาพร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตทันทีในวันแรก
ที่มาปฏิบัติราชการ
ข้อ ๒๐ ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรตามข้อ ๑๘ แล้ว หากประสงค์จะลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร
เพิ่มอีก ให้มีสิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรโดยได้รับเงินเดือน
ได้อีกไม่เกิน ๓๐ วันทำการ
ข้อ ๒๑ ข้าราชการมีสิทธิลากิจส่วนตัว รวมทั้งลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่อง
จากการลาคลอดบุตร โดยได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน ๔๕ วันทำการ
ข้าราชการผู้ที่ได้ใช้สิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร
ตามข้อ 20 ในปีใดแล้ว ให้มีสิทธิลากิจส่วนตัวโดยได้รับเงินเดือนได้อีกตามจำนวนวันที่เหลืออยู่
ข้อ ๒๒ ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรและลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการ
ลาคลอดบุตร โดยมีสิทธิได้รับเงินเดือนตามข้อ ๑๘ และข้อ ๒๐ แล้ว หากประสงค์จะลากิจส่วนตัว
เพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อไปอีก ให้ลาได้ไม่เกิน ๑๕๐ วันทำการ โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา
ข้อ ๒๓ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลากิจส่วนตัว เว้นแต่กรณีการลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร
ตามข้อ 20 และข้อ 22 ซึ่งได้หยุดราชการไปยังไม่ครบกำหนด ถ้ามีราชการจำเป็นเกิดขึ้น
ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการก็ได้
ส่วนที่ ๔
การลาพักผ่อน
----------------------
ข้อ ๒๔ ข้าราชการมีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีหนึ่งได้ ๑๐ วันทำการ เว้นแต่
ข้าราชการดังต่อไปนี้ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีที่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการยังไม่ถึง ๖ เดือน (๑) ผู้ซึ่งได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครั้งแรก (๒) ผู้ซึ่งลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว แล้วต่อมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการอีก (๓) ผู้ซึ่งลาออกจากราชการเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัคร
รับเลือกตั้ง แล้วต่อมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการอีกหลัง ๖ เดือน นับแต่วันออกจากราชการ (๔) ผู้ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการในกรณีอื่น นอกจากกรณีไปรับราชการทหาร
ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และกรณีไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
แล้วต่อมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการอีก
ข้อ ๒๕ ถ้าในปีใดข้าราชการผู้ใดมิได้ลาพักผ่อนประจำปี หรือลาพักผ่อนประจำปีแล้ว
แต่ไม่ครบ ๑๐ วันทำการ ให้สะสมวันที่ยังมิได้ลาในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อๆ ไปได้ แต่วันลาพักผ่อน
สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบันจะต้องไม่เกิน ๒๐ วันทำการ
สำหรับผู้ที่ได้รับราชการติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีให้มีสิทธินำวันลาพักผ่อน
สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบันได้ไม่เกิน ๓๐ วันทำการ
ข้อ ๒๖ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาพักผ่อน ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้
ข้อ ๒๗ การอนุญาตให้ลาพักผ่อน ผู้มีอำนาจอนุญาตจะอนุญาตให้ลาครั้งเดียวหรือ
หลายครั้งก็ได้ โดยมิได้เสียหายแก่ราชการ
ข้อ ๒๘ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักผ่อนซึ่งหยุดราชการไปยังไม่ครบกำหนด ถ้ามีราชการ
จำเป็นเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการก็ได้
ข้อ ๒๙ ข้าราชการประเภทใดที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาและมีวันหยุดภาคการศึกษา
หากได้หยุดราชการตามวันหยุดภาคการศึกษาเกินกว่าวันลาพักผ่อนตามระเบียบนี้ ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน
ตามที่กำหนดไว้ในส่วนนี้
ส่วนที่ ๕การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
-------------------------
ข้อ ๓๐ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือข้าราชการที่
นับถือศาสนาอิสลามซึ่งประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตก่อนวันอุปสมบท
หรือก่อนวันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน
ในกรณีมีเหตุพิเศษไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนตามวรรคหนึ่ง ให้ชี้แจงเหตุผล
ความจำเป็นประกอบการลา และให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาให้ลาหรือไม่ก็ได้
ข้อ ๓๑ ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาอุปสมบทหรือได้รับ
อนุญาตให้ลาไปประกอบพิธีฮัจย์ตามข้อ ๓๐ แล้ว จะต้องอุปสมบทหรือออกเดินทางไปประกอบ
พิธีฮัจย์ภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันเริ่มลา และจะต้องกลับมารายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการภายใน
๕ วันนับแต่วันที่ลาสิกขา หรือวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยหลังจากการเดินทางไปประกอบ
พิธีฮัจย์
ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาอุปสมบทหรือได้รับอนุญาตให้ลา
ไปประกอบพิธีฮัจย์และได้หยุดราชการไปแล้ว หากปรากฎว่ามีปัญหาอุปสรรคทำให้ไม่สามารถอุปสมบท
หรือไปประกอบพิธีฮัจย์ตามที่ขอลาไว้ เมื่อได้รายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการตามปฏิบัติและขอถอน
วันลา ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต พิจารณาหรืออนุญาตให้ถอนวันลาอุปสมบทหรือไปประกอบ
พิธีฮัจย์ได้ โดยให้ถือว่าวันที่ได้หยุดราชการไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว
ส่วนที่ ๖การลาเข้ารับการตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพล
----------------------------
ข้อ ๓๒ ข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับ
บัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อยกว่า ๔๘ ชั่วโมง ส่วนข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกเข้า
รับการเตรียมพลให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลารับหมายเรียก
เป็นต้นไป และให้ไปเข้ารับการตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียกนั้น
โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งอนุญาตและให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลำดับจนถึงหัวหน้า
ส่วนราชการ หรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง
สำหรับหัวหน้าส่วนราชการ ให้รายงานลาต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง
ให้รายงานลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้รายงานลาต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ข้อ ๓๓ เมื่อข้าราชการที่ลานั้นพ้นจากการเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล
แล้วให้มารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการตามปกติต่อผู้บังคับบัญชาภายใน ๗ วัน เว้นแต่กรณีที่
มีเหตุจำเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดตามข้อ ๓๒ อาจขยายเวลาให้ได้แต่รวมแล้วไม่เกิน ๑๕ วัน
ส่วนที่ ๗การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย
--------------------------
ข้อ ๓๔ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ณ
ต่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงปลัดกระทรวงหรือหัวหน้า
ส่วนราชการขึ้นตรง เพื่อพิจารณาอนุญาต
สำหรับการลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศ ให้เสนอหรือ
จัดส่งใบลาตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง เพื่อ
พิจารณาอนุญาต เว้นแต่ข้าราชการกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัดกรุงเทพมหานคร
สำหรับหัวหน้าส่วนราชการให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วน
ราชการขึ้นตรงและข้าราชการในราชบัณฑิตยสถานให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาอนุญาต
ส่วนที่ ๘การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
-------------------------
ข้อ ๓๕ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ให้เสนอ
หรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณา โดยถือปฏิบัติ
ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในส่วนนี้
ข้อ 36 การไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ มี ๒ ประเภท คือ
"ประเภทที่ ๑" ได้แก่ การไปปฏิบัติงานในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(๑) การไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก
และเป็นวาระที่จะต้องส่งไปปฏิบัติงานในองค์การนั้น
(๒) รัฐบาลไทยมีข้อผูกพันธ์ที่จะต้องนำไปปฏิบัติงานตามความตกลงระหว่าง
ประเทศ
(๓) ประเทศไทยต้องส่งไปปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ตามความต้องการของรับบาลไทย
"ประเภทที่ ๒" ได้แก่ การไปปฏิบัติงานนอกเหนือจากประเภทที่ ๑ข้อ ๓๗ ข้าราชการที่ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) เป็นข้าราชการประจำตอลดมาเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
ก่อนถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ไปปฏิบัติงาน เว้นแต่ผู้ที่ไปปฏิบัติงานในองค์การสหประชาชาติกำหนด
เวลาห้าปีให้ลดเป็นสองปี
สำหรับผู้ที่เคยไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศประเภทที่ ๒ มาแล้ว
จะต้องมีเวลาปฏิบัติราชการในส่วนราชการไม่น้อยกว่าสองปี นับแต่วันเริ่มกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่
ราชการ หลังจากที่เดินทางกลับจากการไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศประเภทที่ ๒
ครั้งสุดท้าย
(๒) ผู้ที่ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศประเภทที่ ๒ ต้องมีอายุ
ไม่เกินห้าสิบสองปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ได้รับอนุญาติให้ไปปฏิบัติงาน
(๓) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการมีความรู้ความสามารถเหมาะสม มีความประพฤติ
เรียบร้อยและไม่อยู่ในระหว่างถูกสอบสวนว่ากระทำผิดวินัย
การขอยกเว้นหรือผ่อนผันคุณสมบัติตาม (๑) วรรคสอง และ (๒) ให้เสนอเหตุผล
ความจำเป็นต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไปข้อ ๓๘ ให้ข้าราชการที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศยื่น
ใบลาต่อผู้บังคับบัญชาไปตามลำดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อพิจารณาอนุญาต และมีคำสั่งให้
ข้าราชการผู้นั้นลาไปปฏิบัติงานได้โดยถือว่าเป็นการไปทำการใดๆ อันจะนับเวลาระหว่างนั้นเหมือน
เต็มเวลาราชการ มีกำหนดเวลาไม่เกินสี่ปีสำหรับการไปปฏิบัติงานประเภทที่ ๑ หรือมีกำหนดเวลา
ไม่เกินหนึ่งปีสำหรับการไปปฏิบัติงานประเภทที่ ๒ โดยไม่รับเงินเดือน เว้นแต่อัตราเงินเดือนที่
ได้รับจากองค์การระหว่างประเทศต่ำกว่าอัตราเงินเดือนของทางราชการที่ผู้นั้นได้รับอยู่ในขณะนั้น
ให้มีสิทธิได้รับเงินเดือนจากทางราชการสมทบ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินเดือนจากองค์การระหว่าง
ประเทศแล้วไม่เกินอัตราเงินเดือนของทางราชการที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับอยู่ในขณะนั้น
ข้อ ๓๙ ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
หากประสงค์จะอยู่ปฏิบัติงานต่อ ให้ยื่นเรื่องราวพร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่ทาง
ราชการจะได้รับต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อพิจารณาอนุญาตและ
มีคำสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นไปปฏิบัติงานได้โดยถือว่าไปเป็นการกระทำใดๆ อันจะนับเวลา
ระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการตามกฎหมายว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการ
ไปทำการ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการได้อีกแต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินสี่ปี
การอนุญาตให้ข้าราชการผู้ใดไปปฏิบัติงานประเภทที่ ๒ เกินกว่าหนึ่งปี ให้ผู้บังคับบัญชา
สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการในช่วงเวลาที่ไปปฏิบัติงานเกินหนึ่งปีด้วย
ข้อ ๔๐ ให้กระทรวง ทบวง กรมเจ้าสังกัด ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานตามข้อ
๓๘ หรือให้ไปปฏิบัติงานต่อหรือให้ออกจากราชการตามข้อ ๓๙ แล้ว ให้ส่วนข้าราชการส่งสำเนาคำสั่ง
ดังกล่าวให้กระทรวงการคลัง และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
ข้อ ๔๑ ให้กระทรวง ทบวง กรมเจ้าสังกัด จัดทำสัญญาผูกมัดข้าราชการที่ไปปฏิบัติงาน
ในองค์การระหว่างประเทศประเภทที่ ๒ ให้กลับมารับราชการในส่วนราชการเป็นเวลาหนึ่งเท่า
ของระยะเวลาที่ไปปฏิบัติงาน ข้าราชการผู้ใดไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศแล้ว
ไม่กลับมารับราชการ หรือกลับมารับราชการไม่ครบกำหนดตามสัญญา ให้ชดใช้เงินเบี้ยปรับแก่
ทางราชการดังนี้ (๑) ไม่กลับเข้ารับราชการเลย ให้ชดใช้เป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือน
สุดท้ายที่ได้รับ คูณด้วยระยะเวลาที่ลาไปปฏิบัติงานที่คิดเป็นเดือน เศษของเดือน ถ้าเกินสิบห้าวัน
ให้คิดเป็นหนึ่งเดือน (๒) กลับมาเข้ารับราชการไม่ครบกำหนดตามสัญญา ให้ชดใช้เบี้ยปรับตาม (๑)
ลดลงตามส่วนการทำสัญญาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
เมื่อจัดทำแล้วให้ส่งให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งละ ๑ ชุดด้วย
ข้อ (๔๒) ข้าราชการที่ไปปฏิบัติงานในองค์ระหว่างประเทศ เมื่อปฏิบัติงานแล้ว
เสร็จให้รายงานตัวเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน
และให้รายงานผลการไปปฏิบัติงานให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดทราบ ภายในสามสิบวัน นับแต่วันกลับ
มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ
การรายงานผลการไปปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้แบบรายงานการไปปฏิบัติงาน
ในองค์การระหว่างประเทศ ตามที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้
ส่วนที่ ๙การลาติดตามคู่สมรส
--------------------------
ข้อ ๔๓ ข้าราชการซึ่งประสงค์ติดตามคู่สมรส ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับ
บัญชาตามลำดับจนถึงปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาอนุญาต
ให้ลาได้ไม่เกินสองปี และในกรณีจำเป็นอาจอนุญาตให้ลาได้อีกสองปี แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน
สี่ปี ถ้าเกินสี่ปี ให้ลาออกจากราชการสำหรับปลัดกระทรวงสำหรับปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง และข้าราชการในราชบัณฑิตยสถาน
ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาอนุญาต
ข้อ ๔๔ การพิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการติดตามคู่สมรส ผู้มีอำนาจอนุญาตจะอนุญาต
ให้ลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้โดยมิให้เสียหายแก่ราชการ แต่เมื่อรวมแล้วจะต้องไม่เกินระยะ
เวลาตามที่กำหนดในข้อ ๔๓ ละจะต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสอยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงาน
ในต่างประเทศเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่ว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงานในประเทศเดียว
กันหรือไม่ข้อ ๔๕ ข้าราชการที่ได้ลาติดตามคู่สมรสครบกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๔๓ ในช่วง
เวลาที่คู่สมรสอยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงานในต่างประเทศติดต่อกันคราวหนึ่งแล้ว ไม่มี
สิทธิขอลาติดตามคู่สมรสอีก ว้นแต่คู่สมรสจะได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติงานประจำ
ในประเทศไทยแล้วต่อมาได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไปปฏิบัติงานในต่างประเทศอีก
ในช่วงเวลาใหม่จึงจะมีสิทธิของลาติดตามคู่สมรสตามข้อ ๔๓ ได้ใหม่
หมวด ๓
การลาของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม
----------------------------
ข้อ ๔๖ การลาของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน
หมวดนี้ เว้นแต่กรณีที่ไม่มีกำหนดไว้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด ๑ และหมวด ๒
ข้อ ๔๗ การลาทุกประเภท การลาหยุดราชการเพราะพฤติการณ์พิเศษและการไป
ต่างประเทศของประธานศาลฎีกาให้อยู่ในดุลพินิจของประธานศาลฎีกาและแจ้งให้คณะกรรมการ
ตุลาการทราบ ทั้งนี้ ให้เลาขานุการคณะกรรมการตุลาการแจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบด้วย
ข้อ ๔๘ การหยุดราชการเพราะพฤติการณ์พิเศษ การไปต่างประเทศและการลา
ทุกประเภทนอกจากการลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ของอธิบดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง
อธิบดีผู้พิพากษาภาค ให้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการตุลาการเป็นผ็พิจารณาอนุญาตและ
แจ้งให้คณะกรรมการตุลาการทราบ ทั้งนี้ ให้เลขานุการคณะกรรมการตุลาการแจ้งให้กระทรวงยุติธรรม
ทราบด้วย
ข้อ ๔๙ การหยุดราชการเพราะพฤติการณ์พิเศษ การไปต่างประเทศและการลาทุกประเภทนอกจากการลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะ
ยุติธรรม ให้เป็นไปตามตาราง หมายเลข ๖ เว้นแต่กรณีตามข้อ ๕๐ และข้อ ๕๑
ข้อ ๕๐ การลาทุกประเภทและการหยุดราชการเพราะพฤติการณ์พิเศษของข้าราชการ
ตุลาการที่ไปทำงานตำแหน่งข้าราชการธุรการหรือตำแหน่งการเมืองในกระทรวงยุติธรรมรวมทั้ง
ผู้ช่วยพิพากษาที่มิได้ไปปฏิบัติหน้าที่ในศาล ให้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
ข้อ ๕๑ ข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมผู้ประสงค์จะลาไปปฏิบัติงานในองค์การ
ระหว่างประเทศ ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะพิจารณาอนุญาตโดยความ
เห็นชอบของคณะกรรมตุลาการข้อ
๕๒ การขออนุญาตไปต่างประเทศซึ่งอยู่ติดเขตแดนประเทศไทย ให้ผู้พิพากษาหัวหน้า
ศาลในท้องที่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศใด มีอำนาจให้ผู้พิพากษา ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะ
ยุติธรรมที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในศาลนั้นๆ ไปประเทศดังกล่าวได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๗ วัน
หมวด ๔การลาของข้าราชการเมือง และข้าราชการเมืองกรุงเทพมหานคร
---------------------------
ข้อ ๕๓ การลาทุกประเภทและการลาไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ให้อยู่ในดุลพินิจ
ของนายกรับมนตรี และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ
ข้อ ๕๔ การลาทุกประเภทและการลาไปต่างประเทศของข้าราชการเมือง ให้เป็น
อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล หรือในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด รองนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาอนุญาต
ข้อ ๕๕ การลาทุกประเภทและการลาไปต่างประเทศของข้าราชการเมืองกรุงเทพ
มหานครให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือประธานสภากรุงเทพมหานคร แล้วแต่
กรณี เป็นผู้พิจารณาอนุญาต
ประกาศ ณ วันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕
อานันท์ ปันยารชุน
นายกรัฐมนตรี
ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539
----------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ.2535 ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8)
แห่งพระราชบัญญัติรพะเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรี
โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต่อไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 18 แห่งระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ 18 ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือ
จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่
ไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้ว
ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว และมีสิทธิลาคลอดบุตรโดยได้รับเงินเดือนครั้งหนึ่งได้
การลาคลอดบุตรจะลาในวันที่คลอด ก่อนหรือหลังวันที่คลอดบุตร
ก็ได้ แต่เมื่อรวมวันลาแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน
ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตรและได้หยุดราชการไปแล้ว
แต่ไม่ได้คลอดบุตรตามกำหนด หากประสงค์จะถอนวันลาคลอดบุตรที่หยุดไป ให้ผู้มี
อำนาจอนุญาต อนุญาตให้ถอนวันลาคลอดบุตรได้ โดยให้ถือว่าวันที่ได้หยุดราชการไปแล้ว
เป็นวันลากิจส่วนตัว
การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใดซึ่งไม่ครบกำหนด
วันลาของการลาประเถทนั้น ให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้นับเป็นการลา
คลอดบุตรตั้งแต่วันเริ่มวันลาคลอดบุตร
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 20 แห่งระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ.2535
ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 21 แห่งระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ 21 ข้าราชการมีสิทธิลากิจส่วนตัว โดยได้รับเงินเดือนปีละ
ไม่เกิน 45 วันทำการ
ข้อ 6 ให้ยกเลิกความในข้อ 22 แห่งระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ 22 ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรตามข้อ 18 แล้ว หากประสงค์
จะลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร ให้มีสิทธิลาต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน
150 วันทำการ โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา
ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในข้อ 23 แห่งระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ
พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนื้แทน
ข้อ 23 ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลากิจส่วนตัว เว้นแต่กรณีการลากิจส่วนตัว
เพื่อเลี้ยงดูบุตรตามข้อ 22 ซึ่งได้หยุดราชการไปยังไม่ครบกำหนด ถ้ามีราชการจำเป็น
เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการก็ได้
ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2539
(ลงชื่อ) บรรหาร ศิลปอาชา
(นายบรรหาร ศิลปอาชา)
นายกรัฐมนตรี
การเขียนโครงการฝึกอบรม
1. ชื่อโครงการ .................................
2. เลขที่โครงการ ..............................
3. เจ้าของโครงการ ..........................
4. หลักการและเหตุผล ........................
............................................................
..........................................................
5. วัตถุประสงค์
5.1 .....................................................
5.2 ........................................................
5.3 ...........................................................
6. กลุ่มเป้าหมาย ....................................
7. กำหนดเวลาและสถานที่ ......................
8. หลักสูตร ประกอบด้วยหัวข้อวิชาดังนี้
8.1 ........................................................ ชั่วโมง
8.2 ......................................................... ชั่วโมง
8.3 ........................................................... ชั่วโมง
9. วิธีการฝึกอบรม .................................
10. วิทยากร .................................................
11. ค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย
11.1 ....................................... ..................... บาท
11.2 ....................................... ..................... บาท
11.3 ........................................ ..................... บาท
12. วิธีการประเมินและติดตามผล
...........................................................................
13. ผู้รับผิดชอบโครงการ
............................................................................
..........................................................................
..........................................................................
14. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ........................................
.............................................................................
การเขียนโครงการฝึกอบรม
1. ชื่อโครงการ ................................................................................................................
2. เลขที่โครงการ ................................................................................................................
3. เจ้าของโครงการ ................................................................................................................
4. หลักการและเหตุผล ................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
5. วัตถุประสงค์
5.1 ..................................................................................................................................
5.2 ..................................................................................................................................
5.3 ..................................................................................................................................
6. กลุ่มเป้าหมาย ..........................................................................................................................
7. กำหนดเวลาและสถานที่ ............................................................................................................
8. หลักสูตร ประกอบด้วยหัวข้อวิชาดังนี้
8.1 .................................................................................... ..................... ชั่วโมง
8.2 .................................................................................... ..................... ชั่วโมง
8.3 .................................................................................... ..................... ชั่วโมง
9. วิธีการฝึกอบรม ...........................................................................................................................
10. วิทยากร ..................................................................................................................................
11. ค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย
11.1 .................................................................................... ..................... บาท
11.2 .................................................................................... ..................... บาท
11.3 .................................................................................... ..................... บาท
12. วิธีการประเมินและติดตามผล
............................................................................................................................................
13. ผู้รับผิดชอบโครงการ
............................................................................................................................................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................................
14. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ...................................................................................................................
........................................................................................................................................................
เน้น พรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.๒๔๐๓
พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางพ.ศ. 2503 แก้ไขโดย พ.ร.บ. พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2530
-----------------------
ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสังวาลย์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ไว้ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2503เป็นปีที่ 15 ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่เป็นการสมควรจัดให้มีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เพื่อช่วยเหลือเจ้าของสวนยางปรับปรุงสวนยางให้ดีขึ้นพระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปมาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"ต้นยาง" หมายความว่า ต้นยางพารา (HEVEA SPP)
"ยางพันธุ์ดี" หมายความว่า ต้นยางพันธุ์ที่ให้ผลดีตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยคำแนะนำของกรมกสิกรรม
"สวนยาง" หมายความว่า ที่ดินปลูกต้นยางเนื้อที่ไม่น้อยกว่าสองไร่ แต่ละไร่มีต้นยางปลูกไม่น้อยกว่าสิบต้น และโดยส่วนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าไร่ละยี่สิบห้าต้น
"สวนขนาดเล็ก" หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่ไม่เกินห้าสิบไร่
"สวนขนาดกลาง" หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่เกินห้าสิบไร่ แต่ไม่ถึงสองร้อยห้าสิบไร่
"สวนขนาดใหญ่" หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแต่สองร้อยห้าสิบไร่ขึ้นไป
"เจ้าของสวนยาง" หมายความว่า ผู้ทำสวนยางและมีสิทธิได้รับผลิตผลจากต้นยางในสวนยางที่ทำนั้น
"ยาง" หมายความว่า น้ำยาง ยางแผ่น ยางเครพ ยางก้อน เศษยาง หรือยางในลักษณะอื่นใดอันผลิตขึ้นหรือได้มาจากส่วนใด ๆ ของต้นยาง แต่ไม่รวมถึงวัตถุประดิษฐ์จากยาง
"การปลูกแทน" หมายความว่า การปลูกยางพันธุ์ดีหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ตามที่คณะกรรมการกำหนดแทนต้นยางเก่าหรือไม้ยืนต้นเก่า ทั้งหมดหรือบางส่วน"ปีสงเคราะห์" หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึง วันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปเป็นชื่อสำหรับปีสงเคราะห์นั้น
"เจ้าพนักงานสงเคราะห์" หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานสงเคราะห์"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง
"ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้[ มาตรานี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505 และมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518 ]
มาตรา 4 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง ประกอบด้วยเงินสงเคราะห์ซึ่งส่งสมทบตามพระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า "กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง" เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการทำสวนยางที่ได้ผลน้อยให้ได้ผลดียิ่งขึ้นให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ ที่จำเป็น หรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นได้ รวมทั้งการทำสวนยางและสวนไม้ยืนต้น ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวข้อง เป็นการสาธิต และส่งเสริม เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์ กับให้รวมตลอดถึง การดำเนินการส่งเสริม หรือสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่น ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจตามที่รัฐมอบหมายให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมีสำนักงานแห่งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เรียกว่า " สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง "[มาตรานี้ ได้แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]
มาตรา 4 ทวิ ในการดำเนินการส่งเสริม หรือสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นตามมาตรา 4 ให้ใช้เงินทุนค่าใช้จ่ายจากรัฐบาล หรือจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]
มาตรา 5 บุคคลใดส่งยางออกนอกราชอาณาจักรต้องเสียงเงินสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเงินสงเคราะห์ที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับการกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ จะต้องได้ รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนในการกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่ง ให้นำจำนวนเงินสงเคราะห์ ที่กองทุนสงเคราะการทำสวนยาง ต้องจ่ายเพื่อการสงเคราะห์ในแต่ละปี และอัตราอากรขาออก ตามกฏหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ที่เรียกเก็บจากการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร มาเป็นหลักในการพิจารณาด้วย โดยถือ อัตราต่อน้ำหนักยางหนึ่งกิโลกรัมเป็นเกณฑ์การคำนวณจำนวนเงินสงเคราะห์ที่บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องเสีย ถ้าเศษของน้ำหนักยางเกินครึ่งกิโลกรัม ให้คิดเงินสงเคราะห์เท่ากับน้ำหนักยางหนึ่งกิโลกรัม ถ้าเศษของน้ำหนักยางไม่ถึงครึ่งกิโลกรัม ให้ถือเป็นน้ำหนักที่ไม่ต้องนำมาคำนวณสำหรับยางที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร เพื่อเป็นตัวอย่างซึ่งมีน้ำหนักไม่เกินห้ากิโลกรัม หรือยางที่กระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้ส่งออกเพื่อเป็นประโยชน์ใด ๆ อันมิใช่เพื่อการค้า ไม่ว่าจะมีน้ำหนักเท่าใด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินสงเคราะห์[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้งดการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ จากบุคคลผู้ส่งออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องเสียตามมาตรา 5 ได้ โดยกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ จะงดเว้นการเรียกเก็บสำหรับยางทุกชนิดหรือเฉพาะบางชนิดก็ได้
มาตรา 7 เงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ตามมาตรา 5 ให้ส่งสมทบกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และให้ใช้จ่ายในกิจการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้โดยเฉพาะ
มาตรา 8 ผู้จะได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นเจ้าของสวนยาง ที่มีต้นยางอายุกว่ายี่สิบห้าปีขึ้นไป หรือต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางที่ได้ผลน้อยการสงเคราะห์ต้องจัดทำด้วยการปลูกแทน และจะสงเคราะห์ประการอื่นเพื่อประโยชน์ในการปลูกแทน โดยจ่ายให้แก่เจ้าของสวนยางซึ่งยางพันธุ์ดี พันธุ์ไม้ยืนต้น พันธุ์พืช ปุ๋ย เครื่องมือ เครื่องใช้ จัดบริการอย่างอื่นช่วยเหลือหรือจ่ายเงินให้ก็ได้ ทั้งนี้ จะจัดให้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้
มาตรา 9 ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินกิจการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า " ก.ส.ย." ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนายการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมศุลกากร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินหกคน ซี่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากเจ้าของสวนยางสี่คนและบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยางสองคนให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 10 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีในกรณีที่กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้น ในระหว่างที่ กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งแทน หรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่ง เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วเมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไป จนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 11 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 10 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ(1) ตาย(2) ลาออก(3) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก(4) เป็นบุคคลล้มละลาย(5) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ(6) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ(7) พ้นจากการเป็นเจ้าของสวนยาง หรือเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการยาง[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 12 การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการ เป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]มาตรา 13 ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลทั่วไปซึ่งกิจการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ(1) ดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง(2) วางข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานหรือการเงิน เพื่อดำเนินการสงเคราะห์การทำสวนยาง (3) วางข้อบังคับว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน การเลื่อนขั้นเงินเดือน การตัดเงินเดือน การลดขั้นเงินเดือน วินัยของพนักงาน ตลอดจนกำหนดอัตรา ตำแหน่ง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าพาหนะ เบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าบ้านหรือที่พัก ค่าทดแทน และเงินที่ควรจะจ่ายอย่างอื่น(4) วางข้อบังคับว่าด้วยเครื่องแบบพนักงานคณะกรรมการจะมอบอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างให้ผู้อำนวยการดำเนินการก็ได้ โดยกำหนดไว้ในข้อบังคับหรือระเบียบตาม (2)[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 14 ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 15 ให้คณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้ง ถอดถอน และกำหนดอัตราเงินเดือนของผู้อำนวยการด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีให้ผู้อำนวยการได้รับประโยชน์ตอบแทนอื่นที่พนักงานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางพึงได้รับด้วย[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 16 ให้ ผู้อำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการ ให้เป็นไปตามมติของกรรมการ และให้มีอำนาจบังคับบัญชา พนักงานทุกตำแหน่ง ในเมื่อผู้อำนวยการ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับผู้อำนวยการ เว้นแต่อำนาจ และหน้าที่ของผู้อำนวยการ ในฐานะกรรมการ
มาตรา 17 ในกิจการเกี่ยวแก่บุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และเพื่อการนี้ ผู้อำนวยการจะมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติการบางอย่างแทนด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการก็ได้
มาตรา 18 ทุก ๆ ปีสงเคราะห์ ให้คณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ตามมาตรา 5 ดังต่อไปนี้(1) จำนวนไม่เกินร้อยละห้า เป็นค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับกิจการยาง ในอันที่จะป็นประโยชน์แก่เจ้าของสวนยางโดยเฉพาะ มอบไว้แก่กรมวิชาการเกษตรเป็นงวด ๆ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด เงินที่กรมวิชาการเกษตรได้รับนี้ มิให้ถือว่าเป็นรายรับตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ(2) จำนวนไม่เกินร้อยละสิบ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานการสงเคราะห์การทำสวนยางของสำนักงานกองทุนสงเเคราะห์การทำสวนยาง หากเงินจำนวนที่ตั้งไว้นี้ไม่พอจ่ายในงานต่าง ๆ ดังกล่าว ให้รัฐบาลตั้งรายจ่ายเพิ่มเติมในงบประมาณประจำปีตามความจำเป็น(3) จำนวนเงินนอกจาก (1) และ (2) เป็นเงินที่จัดสรรไว้เพื่อสงเคราะห์เจ้าของสวนยางตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งสิ้น และจะจ่ายเพื่อการอื่นใดมิได้เงินอันเป็นดอกผลของเงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ตามมาตรา 5 ถ้าหากมี ให้คณะกรรมการจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานการสงเคราะห์การทำสวนยางเพิ่มขึ้นจากที่จัดสรรไว้ตาม (2) เท่าจำนวนที่เห็นว่าจำเป็น ส่วนจำนวนเงินที่เหลือถ้าหากมี ให้จ่ายสมทบเงินที่จัดสรรไว้ เพื่อสงเคราะห์เจ้าของสวนยาง ในปีสงเคราะห์ถัดไปเงินที่จัดสรรไว้เพื่อการสงเคราะห์เจ้าของสวนยางตาม (3) หากมีเหลือจ่ายในปีสงเคราะห์ใด ให้นำเงินที่เหลือจ่ายไปสมทบเงินที่จัดสรรไว้เพื่อสงเคราะห์เจ้าของสวนยางตาม (3) ในปีสงเคราะห์ถัดไป[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505 และ มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]มาตรา 19 เงินสงเคราะห์ที่ได้จัดสรรไว้เพื่อสงเคราะห์เจ้าของสวนยางตามมาตรา 18 (3) นั้น แต่ละปี ให้แบ่งส่วนสงเคราะห์ เจ้าของสวนยางตามประเภทของสวนยาง ดังต่อไปนี้ประเภทสวนขนาดใหญ่ ร้อยละสิบประเภทสวนขนาดกลาง ร้อยละยี่สิบประเภทสวนขนาดเล็ก ร้อยละเจ็ดสิบแต่ถ้าสวนประเภทหนึ่งมีผู้ได้รับการสงเคราะห์น้อยกว่าส่วนที่กำหนด ให้คณะกรรมการ มีอำนาจพิจารณานำส่วนที่เหลือ ไปเพิ่มให้แก่สวนประเภทอื่นได้ ในกรณีเช่นว่านี้มิให้นำอัตราส่วนเงินสงเคราะห์ที่กำหนดไว้ข้างต้นมาใช้บังคับเจ้าของสวนยางประเภทเดียวกันอาจได้รับการสงเคราะห์มากน้อยกว่ากัน หรืออาจได้รับการสงเคราะห์ก่อนหลังกัน หรืออาจไม่ได้รับการสงเคราะห์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการจัดสรรตามกำลังเงินสงเคราะห์ที่จัดสรรไว้ และโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะพึงได้จากการเพิ่มปริมาณผลจากต้นยางเป็นส่วนรวมการที่เจ้าของสวนยางรายใดไม่ได้รับการสงเคราะห์ตามวรรคก่อน ย่อมไม่เป็นเหตุ ให้เสียสิทธิในการที่จะได้รับ การสงเคราะห์ในปีต่อ ๆ ไปมาตรา 20 เจ้าของสวนยางผู้ใดประสงค์จะขอรับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยื่นคำขอรับการสงเคราะห์ ต่อเจ้าพนักงานสงเคราะห์ ประจำท้องที่ที่สวนยางนั้นตั้งอยู่ ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงในกรณีที่ผู้ขอรับการสงเคราะห์เป็นผู้ทำสวนยาง ในที่ดินที่ตนเช่า หรืออาศัยบุคคลอื่น ผู้ขอรับการสงเคราะห์ ต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานสงเคราะห์ ให้เป็นที่พอใจด้วยว่า ผู้ให้เช่า หรือผู้ให้อาศัยได้ให้ความยินยอม ในการที่ตนขอรับการสงเคราะห์ด้วยแล้วเพื่อประโยชน์ในการสำรวจตรวจสอบของคณะกรรมการในการพิจารณาให้การสงเคราะห์ ผู้รับการสงเคราะห์ต้องอำนวยความสะดวก และปฏิบัติการตามคำสั่งของคณะกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามความจำเป็น
มาตรา 21 เจ้าของสวนยาง ซึ่งมีสวนยางแปลงเดียว มีเนื้อที่ไม่เกินสิบห้าไร่ หรือหลายแปลง มีเนื้อที่รวมกัน ไม่เกินสิบห้าไร่ จะขอรับการสงเคราะห์ ด้วยการสร้างสวนยางพันธุ์ดี ในที่ดินแปลงใหม่ ซึ่งที่ดินแปลงนั้น มีเนื้อที่ตั้งแต่ สิบห้าไร่ขึ้นไป แทนการปลูกแทนในที่ดินสวนยางเดิมก็ได้ แต่จะได้รับการสงเคราะห์เพียงเท่าที่จะได้รับ สำหรับสวนยางที่มีอยู่เดิมเท่านั้น[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505]
มาตรา 21 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม ให้มีการทำสวนยางพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ผู้ซึ่ง ไม่มีสวนยางมาก่อน และมีที่ดินเป็นของตนเอง ไม่น้อยกว่าสองไร่ มีความประสงค์จะขอรับ การสงเคราะห์ในการทำสวนยาง ให้ยื่นคำขอรับการสงเคราะห์ ต่อสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ตามแบบและวิธีที่กำหนดในกฎกระทรวงในการดำเนินการสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่งให้ใช้เงินอุดหนุนหรือเงินจากงบประมาณประจำปีหรือเงินกู้ที่รัฐบาลจัดให้ให้คณะกรรมการมีอำนาจจัดสรรเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้ขอรับการสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่งได้รายละไม่เกินสิบห้าไร่ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้นำความในมาตรา 22 และมาตรา 23 มาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับการสงเคราะห์ตามมาตรานี้โดยอนุโลมในกรณีที่ผู้ขอรับการสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่งไม่ได้รับการสงเคราะห์ ย่อมไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในการที่จะได้รับการสงเคราะห์ในปีต่อ ๆ ไป[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]
มาตรา 22 เจ้าของสวนยางผู้ได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของคณะกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการ มีอำนาจสั่งให้ระงับ การสงเคราะห์เสียได้
มาตรา 23 เงินสงเคราะห์ที่เจ้าของสวนยางได้รับสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ได้รับยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีอากรและค่าธรรมเนียมใด ๆ
มาตรา 24 เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ เจ้าพนักงานสงเคราะห์ และบุคคลที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ มีอำนาจดังต่อไปนี้(1) เข้าไปในสวนยางที่เจ้าของสวนยางขอรับการสงเคราะห์ และที่ดินต่อเนื่องกับสวนยางนั้น เพื่อทำการสำรวจตรวจสอบและรังวัด(2) มีหนังสือเรียกเจ้าของสวนยางผู้ขอรับการสงเคราะห์ และบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุควรเชื่อว่าอาจให้ข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวแก่การที่จะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้มาให้ถ้อยคำ(3) มีหนังสือเรียกให้บุคคลดังกล่าวใน (2) ส่งหรือแสดงเอกสารใด ๆ อันมีเหตุควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 25 ภายในกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีสงเคราะห์ทุกปี ให้คณะกรรมการจัดทำงบดุลแสดงฐานะการเงิน โดยมีคำรับรองการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและทำรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อรัฐมนตรีให้รัฐมนตรีจัดให้มีการประกาศงบดุล และรายงานดังกล่าวในวรรคก่อนในราชกิจจานุเบกษาโดยมิชักช้า[มาตรานี้ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505]
มาตรา 26 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่เสียเงินสงเคราะห์ตาม มาตรา 5 หรือเพื่อเสียเงินสงเคราะห์น้อยกว่าที่ควรเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสิบเท่า ของเงินสงเคราะห์ที่ยังต้องชำระ แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเงินค่าปรับตามมาตรานี้ให้ถือว่าเป็นเงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ตามมาตรา 5 และให้นำส่งสมทบกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
มาตรา 27 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ให้ความสะดวกแก่กรรมการ เจ้าพนักงานสงเคราะห์หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการในการปฏิบัติการตามมาตรา 24 (1) หรือไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกซึ่งบุคคลดังกล่าวได้เรียกตามมาตรา 24 (2) หรือ (3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 28 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้ง เจ้าพนักงานสงเคราะห์ และออกกฎหมายกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.ร.บ. พ.ศ. 2503 และ พ.ร.บ. พ.ศ. 2505
จอมพล ส. ธนะรัชต์นายกรัฐมนตรี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.ร.บ. พ.ศ. 2518
สัญญา ธรรมศักดิ์นายกรัฐมนตรี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.ร.บ. พ.ศ. 2530
พลเอก ป. ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับ พ.ศ. 2503 คือ โดยที่สวนยางในประเทศไทย ส่วนมากเป็นสวนเก่า และเป็นยางที่มิใช่ยาง พันธุ์ดี เป็นเหตุให้การผลิตยาง ไม่ได้ผลตามที่ควรจะได้ และโดยที่การแก้ไข สภาพที่เป็นอยู่ดังกล่าวให้ดีขึ้น ต้องกระทำด้วยการปลูกยางพันธุ์ดี แทนยางเก่า จึงสมควรให้มีกฎหมาย จัดตั้งกองทุนขึ้นเพื่อใช้จ่ายในการนี้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับที่ 2 พ.ศ. 2505 คือ เพื่อให้มีบทบัญญัติ ให้คณะกรรมการ สงเคราะห์การทำสวนยาง มีอำนาจนำเงินที่เป็นดอกผลของเงินสงเคราะห์ ถ้าหากมีมาใช้จ่าย ในการบริหารงาน สงเคราะห์การทำสวนยาง และสงเคราะห์ผู้ทำสวนยางได้ตามความเหมาะสม และแก้บทบัญญัติ ให้เจ้าของสวนยางสขนาดเล็ก มีโอกาสได้รับการสงเคราะห์การทำสวนยาง ในที่ดินแปลงใหม่ได้ มากยิ่งขึ้นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2518 คือ เนื่องจากไม้ยืนต้นบางชนิด เช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลต่าง ๆ เป็นพืชทางเศรษฐกิจ สมควรจะได้ดำเนินการส่งเสริม หรือสงเคราะห์ให้มีการปลูกแทน ต้นเก่าที่ให้ผลน้อย เพื่อให้ได้ผลยิ่งขี้น เช่นเดียวกับต้นยางพารา จึงจำเป็นต้อง ขยายวัตถุประสงค์ของ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ให้สามารถให้ การสงเคราะห์การปลูกแทน สวนไม้ยืนต้นได้ด้วย โดยใช้เงินทุน ค่าใช้จ่ายในการให้การสงเคราะห์ จากรัฐบาลหรือ จากกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกร จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับที่ 4 พ.ศ. 2530 คือ เนื่องจากบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเงินสงเคราะห์ ในการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ จากผู้ส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ยังไม่เหมาะสม กับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดเก็บ เงินสงเคราะห์ ตลอดจน อัตราเงินสงเคราะห์เสียใหม่ โดยกำหนดให้ อัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์สัมพันธ์กับ ระดับอัตราการจ่ายเงินสงเคราะห์ และอัตราอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เพื่อให้เงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ มีอัตราคงที่แน่นอน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อ การจัดทำแผนการเงิน เพื่อให้การสงเคราะห์แก่เจ้าของสวนยาง ได้แน่นอนยิ่งขึ้น และเพื่อให้อัตราการจัดเก็บ เงินสงเคราะห์ และอัตราอากรขาออก รวมกันแล้ว สามารถแข่งขันกับประเทศ เพื่อนบ้านได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ในด้านการป้องกัน การลักลอบส่งยางออกนอกประเทศ และยังสอดคล้องกับนโยบาย ทางด้านการเงิน ของประเทศ และนอกจากนี้ สมควรแก้ไของค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ตลอดจน วาระการดำรงตำแหน่ง ของกรรมการ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อให้การบริหารงาน ของสำนักงาน กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้ง สมควรกำหนดอัตรา การจัดสรรเงินสงเคราะห์เสียใหม่ เพื่อให้เพียงพอกับการที่จะนำไปใช้จ่ายในการบริหารงานการสงเคราะห์ และเพื่อจะได้ผู้มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน ให้ได้รับการสงเคราะห์ปลูกยางพันธุ์ดี รายย่อย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2518มีบทบัญญัติเพิ่มเติมโดยเฉพาะดังนี้
มาตรา 6 การให้การสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นแทนในสวนไม้ยืนต้นเก่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดตามคำแนะนำของคณะกรรมการ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2530มีบทบัญญัติเพิ่มเติมโดยเฉพาะดังนี้
มาตรา 9 ในระหว่างที่ยังมิได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเสียงเงินสงเคราะห์ และอัตราเงินสงเคราะห์ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้การเสียเงินสงเคราะห์และอัตราเงินสงเคราะห์เป็นไปตามกฎกระทรวง และประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 10 ให้คณะกรรมการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะตั้งคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งอย่างช้าต้อง ไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ตัวอย่างคำถามวิชาการเรื่องยาง
ข้อ1. พื้นที่ที่สามารถปลูกยางได้ถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกินเท่าไร..(600 เมตร)
ข้อ2.พื้นที่ที่สามารถปลูกยางควรมีความลาดเทไม่เกิน..........(35 องศา)
ข้อ3.อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยางพาราเฉลี่ยตลอดปีเท่าไร......... (28 องศาเซลเซียส)
ข้อ4. ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยางพาราหน้าดินควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า...... (1เมตร)
ข้อ 5. ช่วง pH ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยางพาราเป็น เท่าไร...........(4.0-5.5)
ข้อ 6. ระยะปลูกที่เหมาะสมในการปลูกยางพาราในพื้นที่ราบสำหรับเขตปลูกยางใหม่เป็นเท่าไร และปลูกได้กี่ต้นต่อไร่.....(3 คูณ 7 เมตร 76ต้น ต่อไร่)
ข้อ7.ระยะปลูกที่เหมาะสมในการปลูกยางพาราในพื้นที่ลาดเทเป็นเท่าไร......(3 คูณ 8 เมตร,67 ต้นต่อไร่)
ข้อ8.ปุ๋ยบำรุงสำหรับดินทุกชนิดในแหล่งปลูกยางเดิมคือสูตรใด............(20-8-20)
ข้อ 9.ปุ๋ยบำรุงสำหรับดินทุกชนิดในแหล่งปลูกยางเดิมคือสูตรใด.........(20-10-12)
ข้อ 10.ปุ๋ยบำรุงสำหรับต้นยางเปิดกรีดคือสูตรใด..........(30-5-18)
ข้อ11.ระบบการกรีดยาง 1/3S d/2 หมายถึง ...........(กรีดหนึ่งในสามของลำต้น วันเว้นวัน)
ข้อ 12.เปิดกรีดยางที่ระดับความสูงเท่าไรจากพื้นดิน.........(150 เซนติเมตร)
ข้อ 13. ความลาดชันของรอยกรีดควรทำมุมเท่าไรกับแนวระดับ.........(30 เซนติเมตร)
ข้อ 14. มีดที่ใช้สำหรับการกรีดยางมีชื่อว่า...............(มีดเจ๊ะบง)
ข้อ 15. การติดรางรองน้ำยาง ห่างจากรอยกรีดด้านหน้าลงมาระยะเท่าไร........(30 เซนติเมตร)
ข้อ 16. พันธุ์ยางชั้นที่ให้ผลผลิตเนื้อยางสูงคือ...........(สถาบันวิจัยยาง 251, สถาบันวิจัยยาง 266,BPM 24 และพันธุ์ RRIM6000)
ข้อ 17. พันธุ์ยางผลผลิตเนื้อยางและเนื้อไม้สูง คือพันธุ์....(PB 235,PB 255,PB 260 และRRIC 110)
ข้อ 18. พันธุ์ยางผลผลิตเนื้อไม้สูง คือพันธุ์..........(พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1)
คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ซึ่งได้แบ่งพันธุ์ยางออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก และเนื้อไม้มาก
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้เนื้อไม้มาก
โดยในแต่กละกลุ่มก็จะแบ่งพันธุ์ยางออกเป็นชั้น ๆ ได้ แก่
ยางพันธุ์ชั้น 1 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่ปลูก
ยางพันธุ์ชั้น 2 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
ยางพันธุ์ชั้น 3 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ของสถาบันวิจ้ยยาง ในแต่ละกลุ่ม และชั้น ซึ่งจะขอกล่าวเฉพาะ ยางพันธุ์ชั้น 1 มีดังนี้
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง
ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 251, สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้
ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ PB 235, PB 255 และ PB 260 (พันธุ์ PB 255 และ PB 260 สถาบันวิจัยยาง ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่)
กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้
ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1
ไม่ได้มีเท่านี้นะขอรับ เรื่อง พืชคลุมดิน ๔ ชนิด ในบล็อก(อนุเว็บ) นี้มีเพียบเชิญ
คลิกหาเอา ส่วนเรื่องตลาดยาง ราคา FOB(Free on Bord) ก็ราคาที่ท่าเรือกรุงเทพ ส่งสินค้าแค่พ้นกราบเรือ ไปศึกษาดู ทั้งแนวทางพัฒนากลุ่ม(เล่มสีเขียว) สหกรณ์ฯ ระเบียบตรวจสวน การเขียนโครงการโดยดูเรื่องค่าอาหาร ค่าตอบแทนวิทยากรภายนอก/ภายในตามระเบียบว่าด้วยการอบรมฯของราชการปี ๒๕๔๙ โอ๊ยสาธยายไม่หมดจริงๆขออภัย๕๕๕๕
ย่อหลัก พรบ.ละเมิดของเจ้าหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ก่อนที่จะทราบว่าความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีอะไรบ้าง เป็นอย่างไรนั้น อยากให้ทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่” และ “หน่วยงานของรัฐ” กันเสียก่อน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ให้คำนิยามของคำว่า “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือ ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด ส่วนคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
สำหรับเนื้อหาหลักของหัวข้อว่า “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539” สรุปเป็นหัวข้อ ดังนี้
ความรับผิดในการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ แบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
ก. กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง จะฟ้อง
เจ้าหน้าที่ไม่ได้
ข. มิใช่กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว
2. กรณีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ
ก. กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐต่อเมื่อได้กระทำไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้กระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือประมาทเลินเล่อธรรมดา เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐ
ข. มิใช่กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัวเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดต่อหน่วยงานของรัฐเต็มจำนวนเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ
หลักเกณฑ์ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ในกรณีกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่
มีดังนี้
1. เจ้าหน้าที่ไม่ต้องถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ทำละเมิด แต่ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นต้องรับผิดในละเมิด ในกรณีนี้ ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
2. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
และไม่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นตามปกติเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่
3. เจ้าหน้าที่อาจไม่ต้องรับผิดเต็มจำนวน หน่วยงานของรัฐที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว ไม่จำต้องเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่นั้น ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี หากหน่วยงานของรัฐมีส่วนบกพร่องหรือการละเมิดเกิดจากระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
4. ในกรณีละเมิดเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หลายคน ไม่ให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้น เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนที่ตนได้กระทำละเมิดเท่านั้น
ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด สรุปได้ดังนี้
1. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในเรื่องส่วนตัว หรือ ในเรื่องที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องให้เจ้าหน้าที่รับผิดเป็นส่วนตัว โดยฟ้องที่ศาลยุติธรรม จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
2. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ และละเมิดนั้นเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการที่เจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ศาลปกครอง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
3. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ และละเมิดนั้นเกิดจากการกระทำอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ศาลยุติธรรม จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ______________________________
วันพุธ, ตุลาคม 28, 2009
พ่อบุ่น บุญบำรุง อดีตกำนันแหนบทองคำผู้สานฝันการเป็นเจ้าของสวนยางแปลงแรกของจังหวัดชัยภูมิ
โกศล บุญคง เรื่อง/ภาพ
แว่วเสียงเพลงที่ลำนำว่า “จากอีสานบ้านนามาอยู่กรุงจากแดนทุ่งลุยลาย ชัยภูมิบ้านเดิมถิ่นเกิดกาย บ่ได้หายจากจร.......” จากเสียงร้องของนักร้องลูกทุ่งเย็นจิตร พรเทวีซึ่งเป็นเพลงที่โด่งดังมากในอดีต หลายคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่าแล้วบ้านทุ่งลุยลายนี้ ตั้งอยู่ที่ส่วนใหนของประเทศไทยกันแน่ เรามาทำความรู้จักกันเลย บ้านทุ่งลุยลายตั้งอยู่ที่หมู่ ๑ ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เส้นทางที่ออกจากบ้านห้วยยางตำบลห้วยยาง มุ่งตรงไปยังเขื่อนจุฬาภรณ์นั่นเอง เมื่อเดินทางผ่านหมู่บ้านทุ่งลุยลายเลยไปอีกเพียง ๑๒ กิโลเมตรเท่านั้น ก็จะถึงเขื่อนจุฬาภรณ์
ประวัติบ้านทุ่งลุยลาย
ในอดีตบ้านทุ่งลุยลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความหลากหลายของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พ่อพรม บุญบำรุง ผู้ใหญ่บ้านคลองบอน อำเภอคอนสาร ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่บ้านทุ่งลุยลายเป็นคนแรก พ่อพรมและลูกๆ ได้ก่อสร้างฝายกั้นน้ำ ๖ แห่ง ได้แก่ฝายซำปลากั้ง ห้วยยาง ร่องแว่ ร่องจาน ห้วยเดื่อ และซำปลากั้งน้อยเพื่อทำนาข้าว ช่วงแรกชาวบ้านจะมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงควายให้คนคอนสาร(ไทคอนสาร) เพื่อแบ่งลูกกัน
ปี พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖ ผู้คนเริ่มอพยพขึ้นมาอยู่อาศัยมากขึ้นมาจากบ้านคลองบอน บ้านาเกาะ บ้านห้วยยาง บ้านคอนสาร บ้านนาเขิน และบ้านนาอ้อม อีกประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน ต่อมาจึงได้มีการตั้งหมู่บ้านขึ้นมีผู้ใหญ่บ้านรักษาการแทน(นายพรม บุญบำรุง) ขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของบ้านด้อแด้ ตำบลห้วยยาง มีการจัดทำทะเบียนบ้านอย่างเป็นทางการ พัฒนาถนนหนทางและปลูกบ้านอยู่อาศัยคนละ ๒ ไร่
ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้รับการจัดตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ และมีการสำรวจเพื่อจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่
ปีพ.ศ. ๒๕๐๙ สร้างโรงเรียนประชาบาลทุ่งลุยลาย และวัดทุ่งลุยลาย และในปีนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาสำรวจป่าไม้เพื่อให้สัมปทานแก่โรงเลี่อยภูเขียว จึงได้มีการทำถนนเข้าไปตัดไม้บริเวณภูเขาทั้งหมดจนถึงทุ่งกะมัง เมื่อไม้ถูกตัดผู้คนก็อพยพขึ้นมาทำกินมากขึ้นอีก โดยมาจากจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครราชสีมา นครพนม และเพชรบูรณ์
ในปีเดียวกันนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นมาสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์ ได้สร้างถนนเพื่อนำเครื่องจักรเข้ามาเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖
ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รัฐบาลได้ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ได้ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมาก
ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ รัฐบาลประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ครอบคลุมพื้นที่บ้านทุ่งลุยลาย บ้านทุ่งพระ และบ้านห้วยยาง เนื้อที่ประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ ไร่ ได้มีการจับกุม และทำลายทรัพย์สินชาวบ้านจำนวนมาก
ต่อมาได้มีการจัดสรรที่ดินบ้านน้ำทิพย์ บ้านหนองชียงรอด บ้านมอตาเจ๊ก และบ้านหนองหญ้าโก้งให้กับชาวบ้านที่ถูกอพยพ และลูกจ้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจัดที่ดินเป็นพื้นที่ทำกิน ๑๕ ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย ๒ ไร่ ต่อครอบครัว แต่พื้นที่บางส่วนมีชาวบ้านครอบครองอยู่ก่อนแล้วชาวบ้านที่ถูกอพยพไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ จนทำให้ชาวบ้านได้ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้มีการยกเลิกคำสั่งอพยพชาวบ้านทุ่งลุยลาย
ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้อพยพชาวบ้านออกไปยังพื้นที่รองรับ จำนวน ๒ แห่ง คือบ้านน้ำทิพย์ บ้านหนองเชียงรอด ของอำเภอคอนสาร บ้านอ่างทอง บ้านหนองขาม บ้านหนองหญ้าปล้อง บ้านวังขอนแดง บ้านซำจำปา และบ้านซำแดงของอำเภอสีชมพู โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง โดยการกล่าวหาว่าชาวบ้านเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมารัฐบาลได้มีนโยบายเมืองล้อมป่า จึงได้มีการผ่อนปรนมากขึ้น
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ รัฐได้ใช้วิธีการปลูกป่าไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ เมื่อต้นไม้โตขึ้นชาวบ้านก็ทำไร่ไม่ได้ ซึ่งเกิดในพื้นที่บริเวณป่าโคกโคกยาง ผาผึ้ง และดงซำเตย
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๓ กรมป่าไม้ได้เสนอโครงการเตรียมประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง และได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เกิดปัญหาทับซ้อนกับที่ดินทำกินของเกษตรกรในหมู่ ๑ หมู่ ๒ และหมู่ ๖
จากปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึงปัจจุบันได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระหว่างผู้แทนชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐให้เดินสำรวจแนวเขตป่าให้ชัดเจน แต่การแก้ปัญหายังหาข้อยุติไม่ได้
สิ่งดลใจให้เกิดความฝันในการปลูกยางพารา
ก่อนเริ่มปลูกยางพาราพ่อบุ่น บุญบำรุง ยึดอาชีพทำไร่อ้อย ส่งในโควต้าของโรงงานน้ำตาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ต่อมาได้หันมาปลูกลำไย ลิ้นจี่และเป็นคนแรกที่นำพันธุ์มะขามหวานจากจังหวัดเพชรบูรณ์มาปลูกในบ้านทุ่งลุยลาย ในด้านการเป็นผู้นำ นายบุ่น บำรุง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่สองต่อจากนายพรม บุญบำรุงซึ่งเป็นพี่ชาย โดยเป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๒๑ ต่อจากนั้นได้รับเลือกเป็นกำนันต่อ จนเกษียณเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ต้นกำเนิดแห่งแนวคิดในการปลูกยางพาราเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ขณะดำรงตำแหน่งกำนันตำบลทุ่งลุยลายนั้น จังหวัดชัยภูมิได้จัดทัศนศึกษาโดยนำคณะกำนันผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบลไปดูงานการบริหารเทศบาลตำบลแสนสุข ซึ่งอยู่ในการบริหารของกำนันเป๊าะ(นายสมชาย คุณปลื้ม) คนดังแห่งภาคตะวันออกนั่นเอง ขณะที่ได้ฟังคำบรรยายจากกำนันเป๊าะ ตอนหนึ่งได้พูดถึงความมั่นคงในการปลูกสร้างพืชยืนต้นว่า “ถ้าพูดถึงการปลูกต้นไม้ทุกชนิด สู้ยางพาราไม่ได้ซักอย่าง อยากได้เงินก็กรีด ขี้เกียจก็หยุด ผลผลิตเก็บไว้นานก็ได้ พ่อค้ายิ่งชอบไม่เสียหายเหมือนไม้ผล” เมื่อกลับจากการดูงานก็คิดอยู่ในใจตลอดมาว่าจะต้องปลูกยางพาราให้ได้
อดีตกำนันบุ่นเล่าต่อว่า ช่วงนั้นช่างสิทธิ์(นายประสิทธิ์ จันทาทูม) ซึ่งเป็นลูกจ้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทำงานเป็นช่างที่เขื่อนจุฬาภรณ์มาบอกว่าหลานของตนไปรับจ้างกรีดยางอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี นับว่าโอกาสของการได้ต้นยางมาปลูกได้เปิดทางให้แล้ว ตนจึงได้ไปชวนนายวิไล คำฉันท์ รวมเป็นสามคนเหมารถกระบะไปหาซื้อต้นยางชำถุงที่จังหวัดจันทบุรี ราคาต้นละ ๗.๕๐ บาท ได้ต้นยางมา ๑,๐๐๐ ต้น แบ่งกันสามคนได้คนละ ๓๐๐ กว่าต้น เพื่อได้ทดลองปลูกกันก่อนในปี พ.ศ. ๒๕๒๖
สวนยางแปลงแรก ปลูกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จำนวน ๓๐๐ ต้น
การปลูกยางในช่วงแรกนี้จะวางแถวลงตามแนวลาดชันของพื้นที่ด้วยความที่ยังขาดความรู้ในการทำขั้นบันได และเห็นว่าเป็นการสะดวกในการปลูกพืชแซมประเภทข้าวโพด และถั่วแดง ซึ่งก่อนหน้านั้นชาวบ้านแถบนี้ก็ยึดเป็นอาชีพกันอยู่แล้ว ระยะปลูกยางใช้ระยะระหว่างต้น ๓ เมตร ระหว่างแถว ๘ เมตรตามรูปแบบที่สอบถามมาจากจังหวัดจันทบุรี หลังจากปลูกไปแล้วสองปีสังเกตเห็นว่าต้นยางมีการเจริญเติบโตดี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเหมารถไปซื้อต้นยางชำถุงมาปลูกเพิ่มอีก ๓,๐๐๐ ต้น ส่วนเพื่อนร่วมเดินทางในคราวแรกไม่ไปด้วยแล้วเพราะต้นยางของนายวิไล คำฉันท์ ปลูกไว้ในที่มีน้ำซับไม่บำรุงรักษาต้นยางตายหมด ส่วนของช่างสิทธิ์ถูกทิ้งให้อยู่ร่วมกับป่าปัจจุบันเหลืออยู่ ๕๐ ต้น อยู่ปากทางเข้าสวนกำนันบุ่นนั้นเองเอาพื้นที่ไปปลูกบ้านและต้นที่เหลือก็มีร่องรอยการกรีดอยู่เช่นกัน
จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๖ วันที่รอคอยก็มาถึงคือต้นยางมีอายุถึง ๘ ปีแล้วได้ขนาดเปิดกรีดเพื่อเอาน้ำยางเสียที พ่อบุ่น บุญบำรุง และลูกๆ ก็ได้เหมารถกระบะเดินทางไปบ้านจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะสืบทราบมาว่าที่นี่มีอุปกรณ์ในการดรีดยางครบทุกชนิด จึงได้ซื้อถ้วยรับน้ำยางดินเผา ลิ้นยาง ลวดรัดต้นยาง จำนวน ๔,๐๐๐ ชุด มีดกรีดยาง เครื่องรีดยางชนิดรีดลื่นและชนิดรีดดอกอีกอย่างละหนึ่งตัว แต่ด้วยความที่ถ้วยรับน้ำยางดินเผา จำได้ว่าจะต้องวิ่งไปขนถึงสองเที่ยว เมื่อได้อุปกรณ์ในการเปิดกรีดยางครบถ้วนแล้ว ปัญหาใหญ่ที่รออยู่คือไม่มีใครในครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการกรีดยางและการทำยางแผ่นเลย จึงได้ว่าจ้างคนกรีดยางมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน ๓ คน ซึ่งพ่อบุ่นจำชื่อไม่ได้แล้ว มารับจ้างกรีดยางและพร้อมกันนั้นให้ช่วยสอนลูกๆ ของพ่อบุ่นถึงวีธีการกรีดยางและสูตรในการทำยางแผ่นไปด้วยกัน ยางแผ่นดิบที่ได้ต้องจ้างเหมารถกระบะบรรทุกไปส่งขายที่จังหวัดระยองเพราะในพื้นที่ยังไม่มีแหล่งรับซื้อได้ราคาในช่วงนั้น ๑๗ บาทต่อกิโลกรัม
วันที่ได้มารู้จักกับ สกย.
จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๖ มีการออกข่าวการปลูกยางพาราของอดีตกำนันนายบุ่น บุญบำรุง แห่งบ้านทุ่งลุยลายเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ ข่าวทราบถึงนายประสาน กถนานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนานิเทศเผยแพร่และประชาสัมพันธ์(ตำแหน่งในขณะนั้น) ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดของแก่น ซึ่งตอนนั้นมีเขตในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางครอบคลุมถึง ๖ จังหวัดรวมถึงจังหวัดชัยภูมิด้วย ได้นำนางจำนูญ ฐิตะฐาน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในขณะนั้น ไปตรวจเยี่ยม อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ สกย.ได้เริ่มดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่แห่งใหม่ ระยะที่ ๒ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ในเขตตำบลทุ่งลุยลาย และบ้านทิกแล้ง หมู่ ๖ ตำบลหนองโพนงาม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ เป็นต้นมาจนมาสิ้นสุดโครงการรุ่นสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ พ่อบุ่นมีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการชักชวนเกษตรกรให้เข่าร่วมโครงการกับ สกย. จนทำให้พื้นที่ทุ่งลุยลายที่เคยเป็นภูเขาหัวโล้นในหน้าแล้งเพราะปลูกแต่ข้าวโพด อ้อย และถั่วแดง เขียวชอุ่มไปด้วยสวนยางพาราในปัจจุบัน
รางวัลชีวิตและการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของพ่อบุ่น
พ่อบุ่น บุญบำรุง เป็นกำนันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จนเกษียณในตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ตั้งใจทำงานในหน้าที่จนได้รับรางวัลกำนันแหนบทองคำเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ปัจจุบันอายุ ๘๑ ปี ๖ เดือน แล้ว ยังมีสายตาดีมากอ่านหนังสือพิมพ์รายวันได้อย่างสบาย โดยฝากรถเร่ที่มาขายของในพื้นที่ซื้อมาให้ งานอื่นก็ไม่ได้ทำมากแล้วเห็นแต่เพียงแต่เก็บเอาแผ่นยางที่ผึ่งแดดแล้ว ขึ้นราวเก็บในโรงอบแผ่นยางก็ยังทำได้ เพียงแต่การได้ยินลดน้อยลงไปต้องคุยให้เสียงดังๆ จึงจะพูดได้เข้าใจกัน การดำเนินชีวิตตอนนี้ ใชัชีวิตอยู่กับยายฮี ภรรยาคู่ร่วมสุขร่วมทุกข์ เพียงสองคนในกระต๊อบกลางสวนใกล้ๆกับโรงเก็บแผ่นยางนั่นเอง ท่านบอกว่าแบ่งสวนยางให้ลูกๆ ไปหมดแล้วเก็บไว้กับตนเองยามชราเพียง ๒๐ ไร่เท่านั้น โดยให้บุตรชายเป็นคนกรีดและแบ่งครึ่งกันกับตนเอง สุขภาพยังแข็งแรงดี ถ้าทราบข่าวว่า สกย. มีกิจกรรมประชุมกับชาวบ้าน ท่านก็จะลงมาสมทบด้วยไม่เคยขาด
หนังสืออ้างอิง
ขอขอบคุณ นายบุ่น บุญบำรุง บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๑ ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ๓๖๑๒๐ ผู้ให้ข้อมูล.
ศูนย์นิเวศชุมชนศึกษาและเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิ้ง,มูลนิธิเกษตรยั่งยืน,“กรณีศึกษาผลกระทบและปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ตำบลทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ”.[URL] : Http//http://www.sathai.org/. ๒๕๕๒.

