วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ตะกูยักษ์ปลูกแล้วรวยจริงหรือ? หรือแค่เพียงสร้างกระแสปั่นราคาต้นกล้า


ตะกูยักษ์ปลูกแล้วรวยจริงหรือ? หรือแค่เพียงสร้างกระแสปั่นราคาต้นกล้า


เมื่อวันก่อนเกษตรกรชาวสวนยางจากอำเภอเทพสถิตโทร.มาถามความคิดเห็นเพราะว่าบิดากำลังจะเซ็นสัญญาปลูกตะกูยักษ์อยู่เลยขอพูดถึงตะกูยักษือีกสักรอบหนึ่งคงยังไม่เบื่อ เหตุที่กระแสปัญหาปัญหาโลกร้อน พัดระบือไปทั่วทุกมุมโลก ตามยุค Globalizationและความเจริญก้าวหน้าของ IT และไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใช้สอยได้ในเมืองไทยและทั่วโลกได้ประสบปัญหาการขาดแคลนอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากการตัดไม้ธรรมชาติเพื่อนำมาสนองความต้องการ ในการใช้ประโยชน์จากไม้ของมนุษย์โดยไม่ได้มีการปลูกไม้ขึ้นมาทดแทนกันอย่างจริงจัง และถึงมีการปลูกก็ไม่สามารถเจริญ เติบโตได้ทันกับความต้องการใช้ไม้ของมนุษย์ หลายประเทศได้มีการห้ามตัดไม้ ธรรมชาติเพื่อนำมาใช้งาน เช่น ประเทศไทยมีการออกกฏหมาย ห้ามตัดไม้ในปี พศ. 2532 สมัยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์นั่นเองคิดว่าหลายท่านคงจำได้ บางท่านให้ฉายาว่ารัฐมนตรีป่าลั่น สำหรับในต่างประเทศ หลายๆประเทศได้ออกกฏหมายห้ามตัดไม้มานานหลายสิบปี ซึ่งทางออกของการแก้ปัญหา คือการปลูกไม้ขึ้นเองเพื่อใช้งาน เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไม้ได้ทันเวลา หลายประเทศจึงศึกษาและเสาะแสวงหา พันธุ์ไม้โตเร็วที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตได้ดี เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพอากาศในพื้นที่ประเทศนั้นๆ โดยเนื้อไม้สามารถสนองความต้องการทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้นในประเทศไทย ถ้าเราไม่หาทางออกไว้แต่เนิ่นๆ เชื่อว่าในอนาคตไทยต้องเจอวิกฤติการขาดแคลนไม้เศรษฐกิจอย่างรุนแรงอย่างแน่นอนจากตัวเลขการนำเข้าไม้จากต่างประเทศปีละหลายพันล้านบาท และปัจจุบันการผลิตไม้เพื่อใช้แปรรูปในเมืองไทยมีเพียงไม้ยางพาราแปรรูปเท่านั้นที่มีปริมาณในตลาด ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการตัดโค่นยางพาราที่หมดอายุที่เอาผลผลิตน้ำยางจากต้นแล้วคืออายุประมาณ 20-25 ปี แต่ก็เป็นปริมาณที่ไม่พอเพียงเมื่อเทียบกับตัวเลขการนำเข้าในแต่ละปี ทำให้จำนวนไม้ ที่ต้องแปรรูปเพื่อป้อนตลาดนั้นชะลอตัวและมีปริมาณลดลง โรงงานผู้ผลิตเครื่องเรือนและเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทย ที่เคยใช้ไม้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนส่งออก จึงต้องทำข้อตกลงนำเข้าไม้หลากชนิดจากต่างประเทศแทน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไม้ ถ้ากล่าวถึงไม้ชนิดอื่น เช่นไม้ยมหอมที่เคยฮือฮาเมื่อหลายปีก่อนก็หวังเมื่อสิบปีจะหยิบเงินล้าน ก็มาพบว่ามีปัญหาหนอนกินยอดอย่างรุนแรงทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ หลายท่านคงเห็นได้จากที่เคยมีเกษตรกรทางภาคอีสานนำไม้บางชนิดเป็นไม้เฉพาะถิ่น เช่นสะเดาช้าง เป็นไม้แถบทางใต้ เมื่อนำมาปลูกในเขตอื่นก็จะโตได้ไม่ดีเท่าภาคใต้ ไม้ที่ปลูกบางชนิดเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศเหมาะที่จะปลูกในสภาพอากาศหนาวเย็นไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตได้ดีในไทย บางท่านก็เคยเสียเงินซื้อต้นกล้าเช่นเพาโลเนีย เมื่อปลูกในภาคอีสานใบจะแห้งกรอบและเจริญเติบโตช้า
ส่วนตะกูยักษ์ก็เริ่มสร้างกระแสอย่างรุนแรงในช่วงนี้ ยังไม่เห็นภาครัฐได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด สร้างความสับสนแก่ประชาชนที่ยังรับข้อมูลข่าวสาร หลายด้าน ทั่งผู้จัดจำหน่ายต้นกล้า ก็บอกว่ามีสัญญา ซื้อคืน ในราคาต้นละประมาณ ๕,๐๐๐ บาท จึงขอให้ประชาชนได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ ประเภทต้องอ่านคำเตื่อนเหมือนการลงทุนในหุ้นว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญานก่อนตัดสินใจลงทุน” และพึงคำนึงว่าไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุน

“RRIM 600 ยอดดำ” นวัตกรรมใหม่แห่งมาร์เก็ตติ้งหรือการแหกตากันแน่



ทุกวันนี้ หากใครไม่เคยได้ยินคำว่า “RRIM 600 ยอดดำ” อาจถือได้ว่าอยู่ห่างไกลกับการปลูกยางพาราหรือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพราะเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมาก ๆ ผู้เขียนเองก็ได้รับฟังเรื่องนี้มาประมาณ 2-3 ปี เห็นจะได้ และในตอนนั้น ก็ไม่ได้สืบเสาะหรือค้นหาความจริงในเรื่องนี้มากนัก จนปัจจุบันนี้ เมื่อได้พิจารณาในบางมุมมอง ก็ทำให้ต้องสืบเสาะค้นหาเพื่อจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง และไม่ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ต้องจ่ายค่าพันธุ์ยางมากกว่าที่ควรเป็น (จ่ายค่าปุ๋ยก็แสนแพงอยู่แล้ว) เนื่องจากพันธุ์ยางที่ว่า มีราคาแพงกว่า RRIM 600 ต้นละ 1 บาท(เป็นอย่างน้อย)เจ้าของสวนยางพาราจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อ(แม้จะไม่ถึงขั้นเต็มร้อย)ว่าพันธุ์ยางดังกล่าวมีอยู่จริง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดหา จัดซื้อพันธุ์ยางเพื่อมาปลูกในแปลงใหม่ ก็จะขับรถไป และสอบถามเจ้าของแปลงที่จำหน่ายยางชำถุงว่า “มีพันธุ์ 600 ยอดดำหรือไม่?” ผู้ขายบางคนก็ดี มีสัมมาอาชีพ ก็จะตอบว่า “ไม่มี มีแต่พันธุ์ RRIM 600 ที่ขายอยู่เป็นประจำนี่แหละ” ผลปรากฎว่า ส่วนมาก ผู้ขาย ขายไม่ได้ เพราะว่า ผู้ซื้อ ต้องการ 600 ยอดดำ เมื่อผู้ขายโดนเข้าแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง ก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีขายใหม่ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทำ ก็ต้องทำ ต้องไปตามกระแส ต้องไปตามน้ำ เมื่อมีผู้มาถามหาพันธุ์ยอดดำอีก ผู้ขายก็จะพาเดินเข้าไปข้างในหน่อยหนึ่ง หรือเดินออกมาด้านหน้าหน่อยหนึ่ง แล้วชี้ว่า “แถวนี้แหละ” หรือ “สองแถวนี้แหละ เป็น 600 ยอดดำ” และถ้าถูกถามต่อว่ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นยอดดำ เขาก็จะชี้ให้เห็นสีม่วง ๆ คล้ำ ๆ บริเวณโคนกิ่ง(ที่อยู่ติดกับต้น) ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ขาย ขายได้และได้ราคาเพิ่มอีกต้นละ 1 บาท ส่วนผู้ซื้อ ก็มีความสุขที่ได้พันธุ์ยอดดำกลับบ้านเจ้าของแปลงจำหน่ายพันธุ์ยางบางแปลง เคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกผู้ซื้อว่าพันธุ์600 ยอดดำ ไม่มีจริงหรอก อย่าไปเชื่อข่าวลือเลย คุยกันอยู่พักหนึ่งเจ้าของแปลงจำหน่ายพันธุ์ยางยื่นเงินให้ 1000 บาท พร้อมกับบอกกับผู้ซื้อว่า “ถ้าคิดว่าพันธุ์ที่ว่ามีจริง ช่วยซื้อมาให้ดูสัก 2 ต้น แม้ว่าราคาจะต้นละ สิบกว่าบาท แต่เอาไปเลย 1000 บาท” ผลปรากฎว่า ผู้ที่มาซื้อ ไม่กล้ารับเงินดังกล่าว
ที่มา : www.live-rubber.com

พืชคลุมดิน โดย นายวิจิตร วังใน และนายปวิณ ปุณศรี


พืชคลุมดิน

โดย นายวิจิตร วังใน และนายปวิณ ปุณศรี


การปลูกพืชคลุมดินเป็นการปลูกพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเราอาจทิ้งพืชเหล่านี้ไว้เพื่อยึดผิวดิน กันดินพังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่าหรือมีลมแรงพัดเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น หรืออาจไถกลบลงไปในดินเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด พืชที่จะนำมาปลูกเป็นพืชคลุมนั้น ควรเป็นพืชที่ขึ้นง่ายทั้งในดินดีและดินเลว มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก และส่วนยอดอ่อนนุ่มมีน้ำมาก พืชคลุมดินที่นิยมกันในสวนผลไม้ ได้แก่ ถั่วลาย คาโลโปโกเนียม คุดซู เวลเวทขาว เป็นต้นการทำสวนผลไม้โดยทั่วไปแล้วเจ้าของสวนไม่สามารถไถพรวนได้บ่อยๆ เหมือนการปลูกพืชไร่การปลูกพืชคลุมดินจึงเป็นของจำเป็นมากในการทำสวนผลไม้ แม้ว่าจะมีดินดีอยู่แล้วก็ตาม พืชคลุม ดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

๑. เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน ในที่สุดจะผุพังรวมตัวกับดินซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป นอกจากนี้จะช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืชและเพิ่มจำนวนไส้เดือน และจุลินทรีย์ในดิน

๒. ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พืชคลุมจะส่งรากลงไปในดินและยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกเซาะได้ง่ายเมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนักการทำสวนบนเนินลาดจึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมโดยปลูกพืชคลุมไว้ตามขั้นบันไดที่ทำไว้จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้ใบหรือเถาพืชคลุมที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโตๆ กระทบผิวดินโดยตรงอันจะเป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกทางหนึ่งด้วย

๓. ทำให้โครงสร้างและสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมขึ้นอยู่จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวกและอุ้มน้ำได้ดี ก็จะทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมจะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนๆ มีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะสารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น นอกจากนี้สารนี้ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่นทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

๔. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมคลุมตามผิวดิน โดยเฉพาะพืชคลุมที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้ายจะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมจะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

๕. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมากจะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้วัชพืชก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้วเช่น หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุม เช่น ถั่วลายขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดดจนมีไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การปลูกพืชคลุมก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือ อาจเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลง เถาของมันอาจเลื้อยขึ้นพันต้นไม้ผลของเราได้ ต้องเสียเวลาคอยตัด หรือกันไม่ให้เข้าไปติดกับต้นไม้ผล เศษเถาและใบที่กองทับถมกันอยู่ในสวน อาจเป็นเชื้อไฟจะทำให้เกิดไฟไหม้สวนได้ ดังนั้นการทำสวนผลไม้ใกล้ป่าหรือใกล้เขตรกร้างอื่นๆ จึงควรทำแนวกันไฟไว้รอบๆ บริเวณสวน นอกจากนี้พืชคลุมที่เจริญมากๆ อาจแย่งน้ำและอาหารจากต้นไม้ที่เราปลูกไว้ได้

คลอดแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีีย์


คลอดแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
วิฑูรย์ ปัญญากุล (23 พ.ค. 51)
ที่ประชุมของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติเมื่อ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551 - 2554 ภายใต้กรอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2551 - 54 โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีหลักการ-แนวคิด 4 ด้าน คือ(ก) การพัฒนาแบบองค์รวม ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง(ข) บูรณาการการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ(ค) การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(ง) ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี ที่ต่อยอดการพัฒนาที่ผ่านมา
ยุทธศาสตร์หลักของแผนประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างและจัดการองค์ควมรู้และนวัตกรรม, การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้าน, การเสริมสร้างศักยภาพการเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์

ในแผนปฏิบัติการนี้ มีหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งได้จัดทำโครงการต่างๆ 104 โครงการภายใต้แผนงาน 12 แผน โดยมีกรอบงบประมาณรวม 4 ปีเป็นเงิน 4,826.8 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2551 มีการเสนอที่จะทำกิจกรรม 36 โครงการใน 11 แผนงาน และมีแผนที่จะใช้งบประมาณราว 1,118.42 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ของบประมาณไว้เป็นวงเงินสูงสุด คือ 1,011.69 ล้านบาท สำหรับปี 2551 (90%) และ 4,158.06 ล้านสำหรับแผน 4 ปี (86%) ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่ของบประมาณไว้เกินกว่าระดับ 50 ล้าน คือ
โครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ 1,863.34 ล้านบาท (กรมพัฒนาที่ดิน)
โครงการอบรมผู้นำกลุ่มเกษตรกรแกนหลัก/ผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 277.48 ล้านบาท (กรมพัฒนาที่ดิน)
โครงการหนึ่งอำเภอหนี่งโรงงานปุ๋ย 180.65 ล้านบาท (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย)
โครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน 138.84 ล้านบาท (กรมส่งเสริมการเกษตร)
โครงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกร 138.30 ล้านบาท (กรมส่งเสริมสหกรณ์)
โครงการปรับระบบการทำเกษตรของเกษตรกรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 134.54 ล้านบาท (กรมส่งเสริมการเกษตร)
โครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และจัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ 120.00 ล้านบาท (กรมพัฒนาที่ดิน)
โครงการการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านธุรกิจเกษตรอินทรีย์ 78.30 ล้านบาท (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ)
โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน 78.00 ล้านบาท (กรมพัฒนาที่ดิน)
โครงการตรวจรับรองการผลิตเกษตรอินทรีย์ 75.14 ล้านบาท (กรมวิชาการเกษตร)
โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ 70.00 ล้านบาท (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ)
โครงการตรวจสอบและรับรองข้าวอินทรีย์ 60.00 ล้านบาท (กรมการข้าว)
โครงการศึกษาเทคโนโลยีการผลิตพืชอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล 55.22 ล้านบาท (กรมวิชาการเกษตร)
โครงการวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ/เกษตรอินทรีย์ 55.00 ล้านบาท (กรมพัฒนาที่ดิน)
นายธวัชชัย โตสิตระกูล รองประธานมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่เข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นต่อแผนปฏิบัติการเหล่านี้ว่า โครงการต่างๆ เป็นโครงการของภาครัฐ ที่ดำเนินงานโดยภาคราชการเองเกือบทั้งหมด โดยภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนหรือบริษัทเอกชน และองค์กรเกษตรกร ไม่ได้มีส่วนในการเสนอแผนงานของตัวเองเลย ทั้งๆ ที่ในแผนยุทธศาสตร์เองก็ระบุว่า "ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุน" แต่ในแผนปฏิบัติการและโครงการต่างๆ ดูเหมือนว่า ภาคราชการจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด
นอกจากนี้ นายธวัชชัยยังให้ข้อเสนอแนะ 3 ประการดังนี้
1. ภาครัฐควรจัดสรรเงินอุดหนุนต่อภาคเอกชนโดยตรง เช่นเดียวกับที่กระทรวงสาธารณสุข เคยจัดสารรเงินอุดหนุนให้กับองค์การพัฒนาเอกชนด้านสาธารณสุข โดยถือว่า องค์กรภาคเอกชนเหล่านี้ได้มาช่วยทำงานเสริมกับภาครัฐ และมีตัวอย่างในหลายประเทศที่ภาครัฐส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ด้วยการให้ทุนอุดหนุนผ่านองค์กรภาคเอกชน
2. ขณะนี้ มีกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์หลายแห่งที่ดำเนินการส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และกาตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร เช่น กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ในจังหวัดยโสธร จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ประสบปัญหาเรื่องเงินทุนในการรับซื้อและสต็อคผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากสมาชิก ภาครัฐโดยเฉพาะกรมส่งเสริมสหกรณ์ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ และสนับสนุนด้วยการให้วงเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำแก่องค์กรเกษตรกรเหล่านี้ เพราะเขามีตลาดรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดเงินทุนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเท่านั้น และที่ผ่านมา เริ่มมีสมาชิกบางรายขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์เป็นผลผลิตทั่วไป เพื่อให้ได้เงินสดมาใช้ให้ทันความจำเป็น
3. ในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ ผลผลิตในระยะ 1-3 ปีแรกของเกษตรกร ถือว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ระยะปรับเปลี่ยน ซึ่งไม่สามารถขายเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ ภาครัฐควรมีมาตรการที่จะสนับสนุนเกษตรกรในระยะปรับเปลี่ยน เช่น การให้เงินอุดหนุนต่อไร่ หรือเงินชดเชยผลผลิตแก่เกษตรกร เป็นต้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
Greening the Farm, Tunya Sukpanich, Bangkokok Post, Perspective, 8 June 08
บูรณาการแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์, วิฑูรย์ ปัญญากุล, 21 ธ.ค. 50
ที่มา : www.greennet.or.th

อาหาร 12 อย่างที่ควรเป็น Organic

อาหาร 12 อย่างที่ควรเป็น Organic
ประภาพร วีรกิจ (1 พฤษภาคม 2551)

จากบทความเรื่อง “The Dirty Doze: Top 12 Foods to Eat Organic ” จากเว็บไซด์ http://www.thedailygreen.com/ เมื่อปลายเดือนมีนาคม เกี่ยวกับปัญหาความไม่ปลอดภัยของอาหาร ซึ่งบทความนี้ได้กล่าวถึงอาหาร 12 ชนิด ที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีการเกษตรค่อนข้างสูง ซึ่งผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังในการเลือกบริโภค และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกซื้ออาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์ หรือผู้บริโภคที่ไม่สามารถที่จะบริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์ได้ทั้งหมด 100 % แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้บริโภคควรเลือกอาหาร 12 ชนิดจากระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากอาหาร 12 ชนิดนี้มีความเสี่ยงในการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นสารกำจัดศัตรูพืช สารเร่งการเจริญเติบโต และฮอร์โมนต่างๆ
อาหาร 12 ชนิดใน 4 กล่ม ที่ต้องระมัดระวัง คือ
เนื้อสัตว์ (1): เนื่องจากในระบบการเลี้ยงสัตว์ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไก่ หมู หรือวัว ยังมีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีอื่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะตกค้างสะสมอยู่ในเนื้อสัตว์ต่างๆ และเมื่อเราบริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ สารเคมีเหล่านั้นก็จะถ่ายทอดมาถึงผู้บริโภค และสะสมอยู่ในร่างกายของเรา ถึงแม้ว่าปริมาณสารเคมีตกค้างดังกล่าวจะต่ำกว่าเกณฑ์กำหนดมาตรฐานขององค์กรอาหารและยา แต่เมื่อมีการสะสมในร่างกายของเรามากขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
นม (2): ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์ ก็จะมีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับเนื้อสัตว์ คือมีการใช้สารเคมีต่างๆ ทั้งในระหว่างการเลี้ยงสัตว์และการแปรรูป ที่สามารถตกค้างในผลิตภัณฑ์นม เนย และชีสด้วย แต่ในกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์นั้น จะไม่ไมีการใช้ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เช่น rGBH or rbST
ผักและผลไม้ ได้แก่ ผักสลัด (3), มันฝรั่ง (4), เซอราลี่ (5), พริกหวาน (6), ลูกพีช (7), สตอเบอร์รี่ (8), องุ่น (9), แอปเปิ้ล (10) และมะเขือเทศ (11) เนื่องจากในระบบการปลูก พีชดังกล่าว จะมีการใช้สารเคมีการเกษตรเฉลี่ยมากกว่า 29 ชนิดเพื่อปกป้องให้ผิวสวย ดูน่ากิน สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในเนื้อของผักและผลไม้ ทำให้การล้างและปอกเปลือกไม่สามารถที่จะชะล้างสารเคมีตกค้างได้ โดยเฉพาะสตอเบอร์รี่มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรมากถึง 89 กิโลกรัม/ไร่ และถ้าเป็นสตอเบอร์รี่ที่ปลูกนอกฤดูก็จะยิ่งมากกว่านี้ ดังนั้น ถ้าหาผักผลไม้ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ม่ได้ ผู้บริโภคก็ควรหันมาบริโภคผลไม้ ที่มีการผลิตแบบธรรมชาติ เช่น กล้วยน้ำว้า เป็นต้น
กาแฟ (12): ในกลุ่มประเทศที่ผลิตกาแฟส่วนใหญ่ไม่ได้มีข้อกำหนดในการใช้สารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ดังนั้น กาแฟเองก็มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนสูง แต่ถ้าสามารถเลือกได้ ควรเลือกซื้อกาแฟไม่ใช่เฉพาะที่เป็นเกษตรอินทรีย์ แต่เป็นกาแฟที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เพราะกาแฟอินทรีย์-แฟร์เทรด เป็นกาแฟที่ได้จากระบบการผลิตและการแปรรูป ที่ไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังเป็นกาแฟที่ผู้ผลิตได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในระบบการค้าด้วย
อ่านรายละเอียดบทความเต็ม คลิกที่นี่้
ที่มา : www.greennet.or.th

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Cost of Production of Smallholder


Cost of Production of Smallholder
อเนก กุณาละสิริ สุภาพร บัวแก้ว สมจิตต์ ศิขรินมาศจุมพฏ สุขเกื้อ พัชรินทร์ ศรีวารินทร์ส่วนเศรษฐกิจการยาง สถาบันวิจัยยาง
บทคัดย่อ
การศึกษาต้นทุนการผลิตของสวนยางขนาดเล็ก มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบค่าใช้จ่ายในการผลิตยางแผ่นดิบของเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มปลูกสร้างสวนยาง การดูแลรักษา การกรีดยางเก็บน้ำยางและทำแผ่น โดยสร้างแบบจำลองต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบ เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของต้นทุนการผลิต จะอยู่ที่ราคาที่ได้รับในแต่ละวัน เป็นหลัก เพราะส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตคือ ค่าจ้างกรีดยาง จะแบ่งผลผลิต โดยคนกรีดยาง จะได้รับร้อยละ 40 ของผลผลิตซึ่งถ้าราคายางมีการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนก็จะแปรผันไปตามราคายางแผ่นดิบที่เปลี่ยนไป จากการนำข้อมูลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของแต่ละภาคการผลิตยางมีการวิเคราะห์ผลที่ได้ คือ ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบเฉลี่ย กิโลกรัมละ 39.12 บาท ณ ระดับราคายางท้องถิ่นเฉลี่ย (ม.ค. 47 – ธ.ค. 47) กิโลกรัมละ 45.46 บาท ผลผลิตตลอดอายุยาง 22 ปี เฉลี่ยไร่ละ 276 กิโลกรัม โดยการวิเคราะห์แบ่งออกเป็นต้นทุนก่อนเปิดกรีด (ปีที่ 1-6) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 7.34 บาท หรือร้อยละ 18.76 ของต้นทุนทั้งหมด ต้นทุนการบำรุงรักษาช่วงยางให้ผลผลิต (ปีที่ 7-22 ) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 5.72 บาท หรือร้อยละ 14.61 ของต้นทุนทั้งหมด ต้นทุนการกรีดเก็บน้ำยางและทำแผ่น (ปีที่ 7-22) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 21.06 บาท หรือร้อยละ 53.84 ของ ต้นทุนทั้งหมด ส่วนค่าอุปกรณ์ทำยางแผ่นดิบ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.23 บาท หรือร้อยละ 5.71 ของต้นทุนทั้งหมด และค่าที่ดินเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.77 บาท หรือร้อยละ 7.08 ของต้นทุนทั้งหมด ต้นทุนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าจ้างแรงงานกรีดเก็บน้ำยางและทำแผ่น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผันแปรไปตามสภาวะราคาแผ่นดิบตลาดท้องถิ่น ถ้าเกษตรกรหรีดยางด้วยแรงงานของครอบครัว ก็จะรับรายได้ส่วนนี้ไปด้วย ณ ระดับราคากิโลกรัมละ 45.46 บาท เกษตรกรจะคุ้มทุนในการปลูกสร้างสวนยาง ในปีที่ 13 โดยรายได้จะสูงกว่าค่าใช้จ่าย ซึ่งการคิดต้นทุนต่อกิโลกรัมใช้มูลค่าปัจจุบัน (Net present Value) มาเป็นตัวปรับและใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินช่วงที่ยางยังไม่ให้ผลผลิตปีที่ 1-6 ไร่ละ 16,944 บาท ค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาช่วงยางให้ผลผลิตปีที่ 7-22 ไร่ละ 25,675 บาท ค่าใช้จ่ายการกรีดเก็บน้ำยางและทำแผ่น ไร่ละ 93,506 บาท ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ทำยางแผ่นดิบ ไร่ละ 9,846 บาท ค่าใช้จ่ายด้านที่ดิน ไร่ละ 10,076 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายตลอดอายุยางปีที่ 1-22 ไร่ละ 157,047 บาท การคิดต้นทุนเป็นการประมาณการค่าใช้จ่ายและสามารถคาดการสถานการณ์การผลิต และสามารถการผลิต และสามารถกำหนดปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม ในการแข่งขันด้านการผลิตของประเทศต่อไป


ที่มา : http://www.rubberthai.com/

ค่าใช้จ่ายการปลูกสร้างสวนยาง





ค่าใช้จ่ายการปลูกสร้างสวนยาง
สวัสดีค่ะ เพิ่งได้ข้อมูลมาใหม่ เพื่อบอกกล่าวผู้ที่จะปลูกสร้างสวนยางในแหล่งปลูกยางใหม่ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 1 ไร่ขั้นตอนการปลูก1. ไถเตรียมพื้นที่2. ค่าวางแนวปลูก3. ค่าเจาะหลุมปลูก4. ต้นพันธุ์ยาง5. ค่าขนส่งต้นยาง6. ปุ๋ย Rock phosphate รองก้นหลุม7. ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม + ค่าจ้าง8. ค่าจ้างปลูก9. ค่ากำจัดวัชพืช + ค่าจ้าง10. ค่าไถพื้นที่ระหว่างแถวยาง11. ค่าปุ๋ยบำรุงต้นยาง + ค่าจ้าง12. ค่าฟาง + ค่าจ้าง13. ค่าจ้างทำแนวกันไฟ14. ค่าจ้างตัดแต่งกิ่งรวมค่าใช้จ่าย ปีแรก 3,876 บาท ค่าใช้จ่ายรวม 1-7 ปี 11,398 บาท ข้อมูลจากการปฏิบัติจริง โดยคำนวณจากต้นยาง 76 ต้น/ไร่ (ข้อมูล ปี 2548 )




จากเว็บบอร์ดที่ใหนจำไม่ได้แล้ว