วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วิธีการปลูกพืชคลุมซีรูเลียม


เมล็ดถั่วซีรูเลียมเก็บที่อำเภอหนองบัวแดง
ต้นกล้าเพาะในถุงอายุ ๒๐ วัน



ข้อดี การปลูกพืชคลุมซีรูเลียม
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืชได้มากเนื่องจากพืชคลุมชนิดนี้เมื่อปลูกขึ้นแล้วจะช่วยควบคุมวัชพืชไม่ให้เกิดขึ้น ในฤดูแล้งก็ไม่ตายจึงไม่จำเป็นต้องไถสวนยางอีก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไถสวนยางได้มากปกติสวนยางโดยทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำเป็นจะต้องไถสวนยางเพื่อปราบวัชพืช อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปี จนกว่าสวนยางจะเปิดกรีดได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินประมาณ 1,800 - 2,000 บาทต่อไร่ (คิดค่าจ้างไถครั้งละ 150 บาท/ไร่) แต่ถ้าเราปลูกพืชคลุมซีรูเลียมก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้ ต้นยางจะเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วกว่ากำหนด และให้น้ำยางมากกว่าสวนยางที่ไม่ปลูกพืชคลุมเนื่องจากสวนยางที่ปลูกพืชคลุมดินจะมีเศษซากของพืชคลุมช่วยเพิ่มธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับสภาพดินให้กับดิน ดินจะโปร่ง

วิธีการปลูกและข้อเสนอแนะ
เมล็ดพืชคลุมชนิดนี้ในระยะแรกจะเจริญ เติบโตค่อนข้างช้า อาจจะเจริญเติบโตสู้วัชพืชไม่ได้จึงจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ให้ดี ควรจะไถพรวนและฉีดยาและคุมวัชพืชด้วยก่อนการปลูกพืชคลุม
แช่เมล็ดพืชคลุมด้วยน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 75 องศาเซลเซียส เวลา 12- 24 ชั่วโมง เทน้ำที่แช่ทิ้งแล้วห่อผ้าให้เมล็ดหมาดๆ แล้วจึงคลุกกับปุ๋ยหินฟอสเฟต(0-3-0) นำไปปลูกต้นฤดูฝน และควรปลูกให้หมดในแต่ละครั้ง แต่ถ้าใช้วิธีเพาะชำในถุงเพาะชำขนาด 2x4 นิ้ว ไว้ก่อนนำไปปลูกสามารถคัดเลือกเฉพาะเมล็ดที่อมน้ำและเปลือกนิ่มแล้ว โดยสังเกตได้จากเมล็ดมีขนาดพองโตขึ้นมาก นำไปหยอดในถุงชำ ถุงละ 2-3 เมล็ด ส่วนเมล็ดที่ยังแข็งอยู่ เรานำไปแช่น้ำอุ่นซ้ำโดยวิธีเดิมอีกรอบ จะได้เมล็ดพร้อมปลูกเพิ่มอีกมาก และเป็นการเพาะเมล็ดที่คุ้มค่ากับราคาเมล็ดที่ซื้อมาในราคาแพงอีกด้วย
ควรปลูกพืชคลุมห่างจากแถวยาง 2 เมตร ขึ้นไป และปลูกพืชคลุมเพียง 2-3 แถวโดยการปลูกเป็นหลุมห่างกันหลุมละ 50-75 เซนติเมตร ลึก 1-2 นิ้ว ใช้เมล็ดซีรูเลียม 2-3 เมล็ด/หลุม การปลูกตามวิธีนี้เมล็ดพืชคลุม 1 กิโลกรัมสามารถปลูกในสวนยางได้ประมาณ 4-5 ไร่
เมล็ดพืชคลุม ซีรูเลียม ราคากิโลกรัมละประมาณ 300 -450 บาท สามารถสอบถามจากสมาชิกที่ร่วมโครงการปลูกซีรูเลียมแล้วประสบผลสำเร็จ เช่นศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดชัยภูมิ โทร. ๐-๔๔๘๑-๓๓๑๔ หรือ ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดสุโขทัย เป็นต้น


ระยะในการวางแถวปลูก
แถวต้นยาง



x----------------------------------- 7 เมตร ------ --------------------------x


x---2 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----2 ม.----x ปลูกพืชคลุม 2-3 แถว
x---2 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----2 ม.----x
x --2 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----1.5 ม.-----x 0 x-----2 ม.----x


x----------------------------------- 7 เมตร ---------------------------------x
*************************************************************************

ตามมก.ไปปลูกยางที่"บ้านม่วงคำ" แหล่งเรียนรู้นอกตำราเด็กพะเยา



ตามมก.ไปปลูกยางที่"บ้านม่วงคำ" แหล่งเรียนรู้นอกตำราเด็กพะเยา

ในอดีตเกือบจะเป็นโรงเรียนร้าง หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) โดยการนำของ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกสิกิจ ผู้ช่วยอธิการบดี มก.ในขณะนั้น สำหรับโรงเรียนบ้านม่วงคำ
ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา สังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 ที่วันนี้กลายเป็นโรงเรียนดีเด่นระดับภาคในแง่สื่อการเรียนการสอนยอดเยี่ยมและการมีส่วนร่วมของชุมชน จนมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานไม่เว้นแต่ละวัน
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้จะพาไปเยี่ยมชมโครงการปลูกยางพาราสาธิตและปลูกพืชคลุมซีรูเลียม ของศูนย์เรียนรู้ชุมชนโรงเรียนบ้านม่วงคำ โดยความร่วมกับของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อบต.ห้วยแก้ว หนึ่งในกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่


เป็นโครงการที่เกิดจากความคิดริเริ่มของ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกสิกิจ ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และผู้อำนวยการสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นสนใจของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือขณะนี้
โครงการปลูกยางพาราสาธิตและปลูกพืชคลุมซีรูเลียม ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่เศษ ริมถนนสายพะเยา-ป่าแดด บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 12 ตรงปากทางเข้าโรงเรียนบ้านม่วงคำ ซึ่ง อ.วิทยา ศรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านม่วงคำ เล่าว่า เดิมทีตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ ต่อมามีชาวบ้านขุดหน้าดินไปขาย ทำให้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ จึงหารือกับ อ.อนุพร (สุวรรณวาจกสิกิจ) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการนำพื้นที่บริเวณดังกล่าวมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน
"ที่จริงตรงนี้เป็นที่สาธารณะของชุมชน โรงเรียนเป็นคนดูแล แต่ก่อนมีการขุดลูกรังไปขาย ผมเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและเยาวชน จึงทำโครงการปลูกยางพาราสาธิตและพืชคลุมซีรูเลียมขึ้นมา โดยมีนักเรียนเป็นผู้ดูแลรักษา เพิ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรีนายอำพล เสนาณรงค์ มาเป็นประธาน" ผอ.โรงเรียนบ้านม่วงคำเผยที่มาโครงการ บนเนื้อที่ 7 ไร่เศษนั้น จะได้แบ่งพื้นที่สำหรับปลูกยางพารา 6 ไร่ ส่วนอีก 1 ไร่เศษ ซึ่งเป็นบ่อลูกรังเก่าจะขุดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 6-7 เมตร ไว้สำหรับการเลี้ยงปลา รดต้นกล้ายางพารา ตลอดจนไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งทุกปีชาวบ้านที่นี่จะขาดแคลนน้ำเพื่อใช้สำหรับการบริโภคและอุปโภคอย่างมาก
ผศ.อนุพร ในฐานะที่ปรึกษาโครงการกล่าวนำคณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยี่ยมชมกิจกรรมของโรงเรียนว่า เครือข่ายวิทยุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยุ มก.) ที่ตนกำกับดูแลอยู่นั้นได้ร่วมกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องการสร้างโรงเรียนแห่งนี้ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบเครือข่ายสีเขียวที่เน้นฝึกทักษะด้านไอทีและอาชีพทางการเกษตร
"ทางวิทยุ มก.อยากจะสร้างโครงการโรงเรียนต้นแบบเครือข่ายสีเขียว มีระบบการเรียนการสอนลักษณะเดียวกับโรงเรียนสาธิต คือให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ โดยครูเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่คอยให้คำชี้แนะ เป้าหมายต้องเป็นโรงเรียนในชนบทห่างไกลความเจริญ ไม่มีความพร้อม นักเรียนมีปัญหา ตอนนั้นมีหลายโรงที่ส่งเข้ามาให้คัดเลือก ในที่สุดเราก็เลือกโรงเรียนบ้านม่วงคำ" ผศ.อนุพรย้อนอดีตให้ฟัง


สำหรับโรงเรียนต้นแบบนั้น นอกจากจะมีการสร้างฐานการเรียนรู้ให้นักเรียนด้วยระบบไอทีแล้ว ยังเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะอย่าลืมว่าพ่อแม่ของเด็กมีอาชีพทางด้านการเกษตร ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับด้านการเกษตร จำเป็นต้องมี แต่ต้องเป็นเกษตรสมัยใหม่ มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเด็กๆ ได้เรียนรู้ มีไอเดียใหม่ๆ และสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
ขณะที่ สายันต์ เกี่ยวข้อง ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวเสริมว่าโครงการปลูกยางพาราสาธิตและผลิตเมล็ดพันธุ์พืชคลุมซีรูเลียมแห่งนี้ เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่ได้นำความรู้ทางด้านวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาใช้ตามรูปแบบแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาเพิ่มศักยภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชนด้านการจัดการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ระบบนิเวศของชุมชน
"แนวทางหนึ่งคือการปลูกสร้างสวนยางพาราสาธิตให้นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการตำบลแห่งการเรียนรู้มาประชุมร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกันในด้านการปลูกบำรุงรักษาสวนยาง การผลิตเมล็ดพืชคลุมซีรูเลียม จนพัฒนาเป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่มีสมาชิกของชุมชนร่วมกันอาศัยโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง" ผอ.สกย.แจงรายละเอียดในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เข้ามามีส่วนร่วม โครงการปลูกยางพาราสาธิตและปลูกพืชคลุมซีรูเลียมโรงเรียนบ้านม่วงคำ ไม่เพียงเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของนักเรียนเท่านั้น ยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของผู้ปกครองพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงขณะนี้อีกด้วย
ที่มา : สุรัตน์ อัตตะ "คมชัดลึก"

ย้อนอดีตสี่ปีก่อนของสกย.กับการปลูกซีรูเลียม


สกย.เสริมรายได้ในสวนยางอีสานด้วยการปลูกพืชคลุมดินซีรูเลียม
น.ส.ผ่องเพ็ญ สัมมาพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ( สกย.) เปิดเผยว่า สกย. มี นโยบายเสริมรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง ในภาคต ะวันออก เฉียงเหนือ ด้วย การปลูกพืชคลุมดิน ซีรูเลียมเนื่องจาก เล็งเห็นว่าพืชคลุมดิน "ซีรูเลียม" เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่ มีความสำคัญ ต่อ การอนุรักษ์ผืนดิน เป็นพืชที่มีอนาคต มี ตลาดรับซื้อ ทั้งใน และ ต่างประเทศสามารถนำไป ปลูกคลุมพื้นที่เพื่อยังประโยชน์ต่อผืนดินนานับประการ เมล็ดพันธุ์ ซีรูเลียมขายได้ถึง กิโลกรัมละ 200-400 บาท สกย.จึงมีนโยบายสนับสนุนให้ปลูกพืชคลุมดินซีรูเลียมในสวนยางและพื้นที่ว่างนอกแปลงสวนยางเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายเนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เปรียบกว่าภาคอื่นเพราะมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการติดดอก และออกฝัก และ สกย.พร้อมรับซื้อเมล็ดไปแจกจ่าย ให้เจ้าของสวนยาง รายอื่น ๆ ไม่น้อยกว่าปีละ 3,000 กิโลกรัม จึงอยากแนะนำ ให้ชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หันมาปลูกพืชคลุมซีรูเลียมในระหว่างแถวยางหรือพื้นที่ว่าง เพราะเจ้าของสวนยางจะ ได้รับประโยชน์ ทั้งในแง่ ของความอุดมสมบูรณ์ของดิน และ เพิ่มรายได้ให้กับผู้ปลูกนายสณฑ์ธง แข่งขันดี หัวหน้า สกย.จ. บุรีรัมย์กล่าวว่า ขณะนี้ สกย. ได้ทำโครงการนำร่อง แปลงขยายพันธุ์ เมล็ดพืชคลุมซีรูเลียม ที่ อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่รวม 100 ไร่ หลังจากเกษตรกรทดลองปลูก พืชคลุมซีรูเลียมในแปลงดังกล่าว ปรากฏว่า มีการติดเมล็ดเป็นจำนวนมาก เกษตรกร จึงได้นำ เมล็ด ซีรูเลียมจำนวนหนึ่งมาจำหน่ายให้สกย.จ.บุรีรัมย์ รับซื้อไว้ ในอัตรากิโลกรัมละ 300 บาท เมื่อรับซื้อแล้ว จะนำเมล็ดพันธุ์ ดังกล่าวไปให้ สกย.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 6 แห่ง นำไปจ่าย ให้เกษตรกรในความดูแลของ สกย. กระจาย ปลูกครอบคลุมพื้นที่ทางภาคนี้ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน ได้รับความสนใจ จากเกษตรกร ทั้งใน จ.บุรีรัมย์และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานมาก เพราะทำรายได้แก่เกษตรกร ที่ปลูกพืชคลุมซีรูเลียมเป็นอย่างดี เกษตรกรรายใดที่สนใจเข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียม ติดต่อสอบถามได้ที่ สกย. ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกแห่ง คือ ที่ สกย. จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น และ หนองคาย ทุกวันเวลาราชการ


ที่มา : http://www.rubber.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การปลูกพืชคลุมดินเป็นไม้ดอกไม้ประดับ




ตามบ้านเรือนและอาคารสถานที่ต่าง ๆ นั้น การปลูกต้นไม้ช่วยคลายเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใส การจัดสวนประดับ พันธุ์ไม้ที่นำมาจัดตกแต่งมีมากมายหลายชนิดหลายแบบ เพื่อให้การจัดสวนนั้น มีความกลมกลืนสวยงามและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ระดับความ สูงต่ำ ของต้นไม้ นับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการจัด สวนประดับ กล่าวคือ ในสวนหย่อมหนึ่ง ๆ หรือมุมหนึ่ง จะประกอบไปด้วยต้นไม้หลัก ซึ่งจะเป็นจุดเด่นของมุมนั้น และมีต้นไม้รองเป็นส่วนประกอบอีก ซึ่งจะมีความสูงลดหลั่นกันไป ต้นไม้ประเภทหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ ในการจัดสวนก็คือ ต้นไม้ประเภท พืชคลุมดิน หรือ ไม้คลุมดิน พืชคลุมดินเป็นพืชที่มีความสูงจากพื้นดินไม่มากนัก นับตั้งแต่ผิวดินไปจนถึงสูงประมาณ 30 ซ.ม. ประโยชน์ของพืชคลุมดินในแง่ของการจัดสวนก็คือ ใช้เป็นพืชรองรับไม้ประธานและไม้พุ่มใช้เพิ่มสีสันของสวน ใช้ตัดสีของต้นไม้กับสนามหญ้า หรือใช้ปลูกเป็นแปลงในรูปร่างต่าง ๆ ที่ออกแบบขึ้นเช่น รูปนาฬิกา รูปตัวอักษรต่าง ๆ เป็นต้น ประโยชน์ของพืชคลุมดินในอีกแง่หนึ่ง ก็คือ พืชคลุมดินจะช่วยให้พื้นดินเก็บรักษาความชุ่มชื้นของน้ำได้ดีขึ้น ช่วยรักษาผิวหน้าดินไม่ให้ถูกน้ำไหลเซาะ ช่วยป้องกันการเจริญของวัชพืช และพืชคลุมดินบางชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว ยังช่วยบำรุงดินให้มีสภาพดีขึ้นด้วย พืชคลุมดินนั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีดอก และไม่มีดอก แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ พืชคลุมดินในร่ม และ พืชคลุมดินกลางแจ้ง พืชคลุมดินในร่ม เป็นพืชที่ชอบแสงแดดน้อย สามารถปลูกได้ดีในสวนหย่อม บริเวณที่มีแสง-แดดส่องรำไร เช่น บริเวณใต้ชายคา ใต้ต้นไม้ใหญ่ ริมผนัง เป็นต้น ส่วนมากเป็นพืชที่มีสีใบสวยงาม ลำต้นค่อนข้างอวบน้ำ มีหลายชนิดที่สามารถปรับตัวเองให้รับแสงแดดมากได้ แต่จะมีสีและความยาวของข้อปล้องแตกต่างกันออกไปบ้าง พืชคลุมดินที่นิยมปลูกในร่มเงา ได้แก่ ก้ามปูหลุด หนวดปลาดุก เปปเปอร์โรเมียกาบหอยแครง หัวใจม่วง อีพีเซีย เศรษฐีเรือนใน-เรือนนอก ฯลฯ พืชคลุมดินกลางแจ้ง เป็นพืชที่ชอบแสงแดดมากหรือแสงแดดจัด สามารถปลูกอยู่กลางแจ้งได้ดี ส่วนใหญ่จะเป็นพืชที่มีดอกสวยงามและมีการนำไปใช้จัดสวนได้อย่างกว้างขวาง ประโยชน์ในด้านการตกแต่งมีมาก เช่น ปลูกประดับในแปลง ปลูกในรูปร่างต่าง ๆ ขนานกับผิวดิน ปลูกประกอบกับไม้พุ่ม ฯลฯ พืชคลุมดินกลางแจ้งที่นิยมใช้กัน ได้แก่ ผกากรองเลื้อย ฟ้าประดิษฐ์ ปอร์ทูลากา ผักเป็ดสีต่าง ๆ เกร็ดแก้ว บุษบาฮาวาย ไวท์ฮาวาย เวอร์บีน่า เดซี่เหลือง ฯลฯ นายสิมา โมรากุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวแนะวิธีการปลูกพืชคลุมดิน ควรปลูกเป็นจำนวนมากหรือปลูกเป็นกลุ่ม เพื่อความสวยงาม ดินที่ปลูกควรเป็นดินผสมอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ ขุยมะพร้าว เปลือกมะพร้าวสับ และปุ๋ยคอก เพราะรากของพืชคลุมดินมีขนาดเล็ก และอยู่ใต้ระดับผิวดินลงไปไม่มากนัก ถ้าปลูกในดินเหนียวแข็ง พืชจะชะงักการเจริญเติบโต เพราะรากอยู่กับที่ ขยายออกไปไม่ได้ การปลูกพืชคลุมดินควรทำขอบที่แปลงด้วย โดยอาจทำเป็นร่องก็ได้ เพื่อแบ่งส่วนที่ปลูกพืชกับสนามหญ้าออกจากกัน เป็นการรักษาความชื้นและทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา การดูแลรักษาพืชคลุมดิน จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลรักษามากในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งและการควบคุมขนาด เนื่องจากพืชคลุมดิน มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ต้องมีการตัดแต่งอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะเจริญเติบโตมากจนเกินไป ทำให้มองดูรก ไม่เป็นระเบียบ พืชคลุมดินนั้น หากยิ่งตัดแต่งมากจะมีความสวยงามมาก เพราะทำให้แตกกิ่งก้านสาขาและยอดออกมามาก ทำให้ทรงต้นแน่นเป็นระเบียบ โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ให้ดอก จำเป็นต้องตัดดอกออก เมื่อดอกเริ่มโรย หมั่นตัดดอก และเล็มยอดจะทำให้พืชแตกยอดและออกดอกมากขึ้น หลังจากตัดแต่งกิ่งแล้วใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น15-15-15 หรือ 16-16-16 กรณีที่พืชคลุมดินในลักษณะเป็นกระถางแขวน ควรใส่ปุ๋ยอัตรา 1 ช้อนชา บริเวณขอบ-กระถาง อาทิตย์ละครั้ง แล้วกลบทับด้วยปุ๋ยหมักและปลูกรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับของการปลูกใน ลักษณะกระถาง ดินผสมจะต้องสามารถระบายน้ำได้ดี เพราะไม้กระถางชอบชื้นไม่ชอบแฉะ พืชคลุมดินจะสดชื่นออกดอก ออกผลสวยงามอยู่ตลอดไป

ในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำการปลูกข้าวโพด โดยไม่ไถพรวนดินและใช้พืชคลุมดิน



ในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำการปลูกข้าวโพด โดยไม่ไถพรวนดินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นผลดีในการอนุรักษ์ดินคือ สามารถลดการพังทลายของผิวหน้าดิน ลดแรงงาน และต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ถ้าการควบคุมวัชพืชในการปลูกพืชโดยไม่พรวนดินไม่ดีพอจะเกิดปัญหามากในระบบการปลูกพืชแบบนี้
การใช้ประโยชน์จากพืชคลุมดินทางการเกษตรด้านต่าง ๆ นั้นมีมานานแล้ว เช่น เพื่อลดการพังทลายของผิวดิน การปรับปรุงโครงสร้างดิน ตรึงไนโตรเจน และเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพและทางเคมีของดิน นอกจากนี้พืชคลุมดินหลายชนิดยังปลดปล่อยสารพิษที่สามารถควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชโดยไม่เป็นพิษต่อพืชปลูก และต้นพืชคลุมผิวดินยังป้องกันเมล็ดวัชพืชไม่ให้งอกได้ด้วย ที่รู้จักกันดีและนิยมใช้ ได้แก่ ไมยราบไร้หนาม ถั่วแปบ ถั่วพร้า ถั่วนิ้วนางแดง ซึ่งพืชเหล่านี้มีการเจริญเติบโตรวดเร็วและมีชีวมวลสูงโดยเฉพาะไมยราบ
กรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้ใช้ถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินในภาคตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อดินเป็นทรายขาดความสมบูรณ์ ง่ายต่อการชะล้างพังทลายทำให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจต่ำ ประโยชน์ของถั่วพร้า นอกจากเป็นปุ๋ยพืชสดแล้วยังป้องกันกำจัดวัชพืชและใช้ฝักอ่อน ยอดอ่อน เป็นอาหารคนและสัตว์ได้ มีข้อดีคือปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินทุกประเภทและทุกภูมิอากาศ ทนทานต่อโรคและแมลง น้ำหนักต้นสดประมาณ 7,000 กิโลกรัมต่อไร่
ในประเทศสหรัฐอเมริกาศึกษาการใช้พืชคลุมดินควบคุมวัชพืชในข้าวโพดที่ปลูกโดยไม่ไถพรวนดิน ได้แก่ rye และพืชตระกูลถั่ว 3 ชนิดคือ crimson clover, subterranean และ hairy vetch ซึ่งมีผลทำให้ biomass ของวัชพืชลดลงคล้ายคลึงกันอยู่ระหว่าง 19-95% ซึ่งน้อยกว่าการไม่ใช้พืชคลุม/ไถพรวนดิน การใช้ hairy vetch และไม่ใช่พืชคลุม/ไถพรวน จะมี biomass คล้ายคลึงกันในช่วงระหว่าง 0-49% ซึ่งน้อยกว่าการใช้ rye, crimson clover และ subterranean การใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชทั้งแบบก่อนงอกอย่างเดียว หรือแบบก่อนงอกและหลังงอกด้วย พบว่า biomass ของวัชพืชจะใกล้เคียงกันและผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยยังสูงที่สุดด้วยคือ สูงกว่าการไม่ใช้สารเคมี 16-100%
ในปัจจุบันเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวโพดจำนวนมาก นิยมใช้สารกำจัดวัชพืชกันแทบทุกรายอย่างน้อยที่สุดจำนวน 1 ครั้ง ซึ่งอาจจะใช้แบบก่อนงอก หรือแบบหลังงอก การใช้แบบงอกจะมีวัชพืชเกิดขึ้นใหม่ได้อีก ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องมีการกำจัดวัชพืชอีก 1 ครั้ง โดยอาจจะกำจัดด้วยจอบหรือใช้รถแทรกเตอร์เปิดระหว่างร่อง หรือแถวข้าวโพด หรือการใช้แบบหลังงอกเพียงครั้งเดียว หรือใช้แบบก่อนงอก แล้วใช้แบบหลังงอกหลังจากใช้แบบก่อนงอกประมาณ 1 เดือน
บางครั้งการใช้สารกำจัดวัชพืชเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ 2-3 ครั้ง จึงจะควบคุมวัชพืชได้ ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต หากมีการนำพืชคลุมดินมาใช้ร่วมกับการปลูกข้าวโพด โดยอาจจะปลูกก่อนข้าวโพดให้พืชคลุมเจริญเติบโตเต็มพื้นที่นั้น แล้วใช้สารกำจัดวัชพืชฆ่าพืชคลุมดิน เพื่อไม่ให้พืชคลุมเจริญแข่งขันกับข้าวโพด หรือปลูกในระหว่างแถวพร้อมกับข้าวโพด ไม่ให้มีช่องว่าง ทำให้วัชพืชไม่สามารถงอกขึ้นมาได้หรือขึ้นได้น้อย จะช่วยควบคุมวัชพืชได้ดีกว่าแปลงที่ปลูกข้าวโพดอย่างเดียว ซึ่งมีช่องว่างและวัชพืชสามารถงอกได้มากกว่า
สดใส ช่างสลัก จากศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ และรังสิต สุวรรณเขตนิคม ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาการใช้พืชคลุมดินทดแทนสารเคมีควบคุมวัชพืชในการปลูกข้าวโพด โดยไม่ไถพรวน โดยใช้ถั่วแปบ ไมยราบ ถั่วพร้า ถั่วขอเมล็ดดำ และสารกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอก ได้แก่ pendimenthalin อัตรา 800 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อไร่ สารกำจัดวัชพืชแบบหลังงอก ได้แก่ fluacifopbutyl อัตรา 200 กรัมต่อไร่ ร่วมกับ formesafen อัตรา 100 กรัมต่อไร่ สารกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกแล้วตามด้วยแบบหลังงอก ก่อนงอกใช้ pendimethalin อัตรา 1.65 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ หลังงอกใช้ fluacifbo butyl อัตราสารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์ 187.5 กรัม ร่วมกับ fomesafen อัตราสารออกฤทธิ์ 250 กรัมต่อเฮกตาร์ ในพืชคลุมและ 2, 4-D อัตรา 1,200 กรัมต่อเฮกตาร์ ในข้าวโพด
ผลการทดลองพบว่า ถั่วขอเมล็ดดำและถั่วพร้า สามารถเจริญเติบโตคลุมพื้นที่เร็วมากที่สุดภายใน 1 เดือน และมีน้ำหนักแห้งเฉลี่ยสูงสุด พืชคลุมดินทั้ง 4 ชนิด ช่วยลดปริมาณวัชพืชโดยเฉพาะวัชพืชพวกหญ้าได้ดีมากกว่าพวกกกและพวกใบกว้าง การใช้สารกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอก และแบบก่อนงอก แล้วตามด้วยแบบหลังงอก สามารถควบคุมวัชพืชได้ดีกว่าแบบหลังงอก โดยมีน้ำหนักแห้งน้อยกว่า
พืชคลุมดินทั้ง 4 ชนิด ให้ผลผลิตใกล้เคียงกันมาก สารกำจัดวัชพืชไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวโพด รวมทั้งองค์ประกอบผลผลิตและความสูงต้นในช่วงการเจริญเติบโตระยะแรก แต่ระยะหลัง 6 สัปดาห์หลังปลูกถึงระยะเก็บเกี่ยว การใช้สารกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกมีความสูงน้อยที่สุด
ที่มา : http://www.ku.ac.th/e-magazine/october44/agri/plant.html

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551



บูรณาการวิถีใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อแนะเกษตรกรทั่ว ประเทศ
[17 ก.ค. 51 - 00:27]

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการจัดทำแผนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ได้เร่งรัดให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว ร่วมกันทำแผนส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ในการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ “ลดปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี ช่วยลดรายจ่าย” ในปี 2551 นี้จะดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 8.5 ล้านไร่ และจะขยายผลสู่พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพด
“ขณะนี้โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ของ 4 หน่วยงานหลักรวม 345 คน เพื่อเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆเพื่อไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป คาดว่าจะอบรมเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้” นายสมพัฒน์กล่าว
ด้านนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า การเผยแพร่โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสู่เกษตรกรแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ จัดทำ CD-ROM โปรแกรมดังกล่าวไปติดตั้งที่หน่วยงานในสังกัดของทั้ง 4 กรมทั่วประเทศพร้อมกับติดตั้ง ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลและโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน ส่วนรูปแบบที่สอง จัดทำเป็นข้อมูลแผนที่ติดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน หมอดินตำบล ศูนย์ข้าวชุมชน และโรงเรียนเกษตรกร ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล ส่งผลให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.

ที่มา : http://www.thayruth.co.th/

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สายพันธุ์ไส้เดือนดินที่นิยมใช้ทางการค้าและเลี้ยงเพื่อกำจัดขยะ


สายพันธุ์ไส้เดือนดินที่นิยมใช้ทางการค้าและเลี้ยงเพื่อกำจัดขยะ

อายซิเนีย ฟูทิดา ( Eisenia foetida )
ชื่อสามัญ The Tiger worm , Manure Worm , Compost Worm

ไส้เดือนดินสายพันธุ์ อายซิเนีย ฟูทิดา เป็นไส้เดือนสีแดงที่มีลำตัวกลม ขนาดเล็ก ลำตัวมีสีแดงสด เห็นปล้องแต่ละปล้องแบ่งอย่างชัดเจน สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและมีกลิ่นตัวที่รุนแรงซึ่งมีลักษณะทั่วไปดังนี้
· ลำตัวมีขนาด 35-130 x 3-5 มิลลิเมตร
· ลำตัวมีสีแดง ร่องระหว่างปล้องและบริเวณปลายมีสีเหลือง
· มีอายุยืนยาว 4 - 5 ปี แต่มักอยู่ได้ 1- 2 ปี เมื่อเลี้ยงภายในบ่อ
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
· สร้างถุงไข่ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 150 – 198 ถุง/ตัว/ปี
· สร้างไข่ได้ประมาณ 900 ฟอง/ตัว/ปี
· ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 32 – 40 วัน ( ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ) โดยเฉลี่ยฟัก 3 ตัว/ถุงไข่
· ใช้เวลาในการเติบโตเต็มวัย 3 – 6 เดือน ( ขึ้นอยู่กับฤดูกาล )
· อาศัยอยู่บริเวณผิวดิน กินเศษซากอินทรียวัตถุที่เน่าสลายและมีอนุภาคขนาดเล็ก

โดยทั่วไปประเทศในแถบยุโรป และ อเมริกา ส่วนมากมักจะใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์ Eisenia foetida
หรือ สายพันธุ์ใกล้เคียงกันคือ สายพันธุ์ Eisenia Andrei ในการกำจัดขยะอินทรีย์ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ทำให้เลือกใช้ใส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ คือไส้เดือนสายพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วไปในบริเวณที่มีขยะอินทรีย์อยู่ โดยพวกมันจะสร้างกลุ่มและเจริญเติบโตอยู่ในกองขยะอินทรีย์เหล่านั้น และมีความทนทานต่อช่วงอุณหภูมิที่กว้างและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในขยะอินทรีย์ที่มีความชื้นได้หลายระดับ โดยรวมแล้วจะเป็นไส้เดือนสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมดีมากและเลี้ยงง่ายเหมาะสมในการนำมาเลี้ยงในขยะอินทรีย์ได้หลายชนิดที่ปะปนกันและพบว่าเมื่อนำมาเลี้ยงร่วมกับไส้เดือนดินสายพันธุ์อื่นภายในฟาร์ม พบว่า จะมีความทนทานมากกว่าไส้เดือนสายพันธุ์อื่นๆ

ยูดริลลัส ยูจีนิแอ ( Eudrilus eugeniae )
ชื่อสามัญ African Night Crawler

· ลำตัวมีขนาด 130 – 250 x 5 – 8 มิลลิเมตร
· ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงปนเทา
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
· จับคู่ผสมพันธุ์ใต้ดิน
· สร้างถุงไข่ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 162 – 188 ถุง/ตัว/ปี
· ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 13 – 27 วัน โดยเฉลี่ยฟัก 2 ตัว/ถุงไข่
· ใช้เวลาในการเติบโตเต็มวัย 6 – 10 เดือน
· อาศัยอยู่บริเวณผิวดิน กินเศษซากอินทรียวัตถุที่เน่าสลายเป็นอาหาร
· มีอายุยืนยาว 4 – 5 ปี


ไส้เดือนดินสายพันธุ์ African Night Crawler มีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่ สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและไต่ขึ้นขอบบ่อได้เก่งมาก มีการเลี้ยงไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้กันอย่างกว้างขวาง ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้มีความเหมาะสมมากในการนำมาผลิตเป็นโปรตีนสำหรับเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีขนาดใหญ่และมีอัตราการแพร่พันธุ์สูงมากแต่มีข้อเสียตรงที่ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนทานต่ออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมเลี้ยงยากและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยากด้วยสำหรับในด้านการนำมาใช้จัดการขยะพบว่า ไส้เดือนสายพันธุ์มีความสามารถในการย่อยสลายขยะในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว เป็นไส้เดือนดินสายพันธุ์ในเขตร้อน ซึ่งจะชอบอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อน โดยจะเจริญเติบโตได้ไม่ดีในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส และจะตายในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียล ดังนั้นการเลี้ยงไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ในประเทศไทยเขตหนาวจะถูกจำกัดการเลี้ยงเฉพาะภายในโรงเรือนที่มีการควบคุมอุณหภูมิในช่วงฤดูหนาวเท่านั้นถึงจะเลี้ยงได้ สำหรับการเลี้ยงแบบภายนอกโรงเรือน จะเหมาสมกับเฉพาะพื้นที่ในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนเท่านั้น

ลัมบริคัส รูเบลลัส ( Lumbricus rebellus )
ชื่อสามัญ Red worm , Red Marsh Worm , Red Wriggler

ไส้เดือนดินสายพันธุ์ ลัมบริคัส รูเบลคัส รูเบลลัส เป็นไส้เดือนดินสีแดงที่มีลำตัวแบนและมีลำตัวขนาดกลางไม่ใหญ่มาก โดยจะมีลำตัวใหญ่กว่าไส้เดือนินสายพันธุ์อายซิเนีย ฟูทิดา และเล็กกว่าไส้เดือนดิน สายพันธุ์อัฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์

· ลำตัวมีขนาด 60 – 150 x 4 – 6 มิลลิเมตร
· ผิวบริเวณท้องมีสีขาวขุ่น บริเวณด้านหลังมีสีแดงสด ร่องระหว่างปล้องมีสีเหลือง
· เป็นไส้เดือนดินในกลุ่ม อิพิจีนิค อาศัยอยู่บริเวณผิวดิน หรือในกองมูลสัตว์
· กินเศษซากพืชที่เน่าเปื่อย ขยะอินทรีย์ และมูลสัตว์เป็นอาหาร
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศอย่างแท้จริง
· จับคู่ผสมพันธุ์ใต้ดิน
· สามารถผลิตถุงไข่ได้ 79 – 106 ถุง/ตัว/ปี
· ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 24 – 45 วัน โดยเฉลี่ยฟัก 2 ตัว/ถุงไข่
· ใช้เวลาเจริญเติบโตเต็มวัย 5 – 6 เดือน
· มีชีวิตยืนยาว 2 – 3 ปี

ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้พบได้ทั่วไปในดินที่มีความชุ่มชื้น หรือบริเวณที่มีมูลสัตว์หรือกากสิ่งปฏิกูล ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้มีความทนทานต่อสภาพอุณหภูมิและความชื้นในช่วงกว้าง ไม่ค่อยเคลื่อนไหวมาก กินเศษซากอินทรียวัตถุได้มากและเร็ว เป็นไส้เดือนดินพันธุ์การค้าที่มีความเหมาะสมและนิยมนำมาใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมักในต่างประเทศ

ฟีเรททิมา พีกัวนา ( Pheretima peguana )
ชื่อท้องถิ่น ขี้ตาแร่

ไส้เดือนดินสายพันธุ์ ฟีเรททิมา พีกัวนา เป็นไส้เดือนดินสีแดงที่มีลำตัวกลมขนาดปานกลาง โดยมีขนาดใกล้เคียงกับใส้เดือนสายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ครอเลอร์

· ลำตัวมีขนาด 130 – 200 x 5 – 6 มิลลิเมตร
· ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงเข้ม
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
· จับคู่ผสมพันธุ์บริเวณผิวดิน
· สร้างถุงไข่ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 24 – 40 ถุง/ตัว/ปี
· ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 25 – 30 วัน โดยเฉลี่ยฟัก 10 ตัว/ถุงไข่
· ใช้เวลาในการเติบโตเต็มวัย 5 – 6 เดือน
· อาศัยอยู่บริเวณผิวดิน ใต้กองมูลสัตว์ เศษหญ้า กินเศษซากอินทรียวัตถุที่เน่าสลาย และมูลสัตว์เป็นอาหาร
· มีอายุยืนยาว 2 – 4 ปี

ไส้เดือนดินสายพันธุ์ ฟีเรททิมา พีกัวนา เป็นไส้เดือนดินสีแดงที่พบได้ทั่วไปในแถบเอเซีย ซึ่งในประเทศไทยก็พบเช่นกัน ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้เป็นไส้เดือนดิน ที่มีลำตัวขนาดกลาง อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอินทรียวัตถุมาก เช่นใต้กองปุ๋ยหมัก ใต้กองมูลวัวในโรงเลี้ยงวัวนม ใต้เศษหญ้าที่ตัดทิ้ง โดยจะอาศัยอยู่บริเวณผิวดินไม่ขุดรูอยู่ในดินที่ลึกเหมือนกับไส้เดือนพันธุ์สีเทา ที่จะอาศัยอยู่ในสวนผลไม้ หรืออยู่ในชั้นดินที่ลึกลงไป ไส้เดือนพันธุ์นี้โดยทั่วไปในภาคเหนือ เรียกว่า “ขี้ตาแร่” ซึ่งชาวบ้านมักใช้เป็นเหยื่อตกปลา ลักษณะพิเศษของไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ คือมีความตื่นตัวสูงมาก เมื่อถูกจับตัวจะดิ้นอย่างรุนแรงและเคลื่อนที่หนีเร็วมาก นอกจากนี้การนำไปใช้กำจัดขยะอินทรีย์ พบว่าไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้สามารถกินขยะอินทรีย์จำพวกเศษผัก ผลไม้ หมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจาการทดลองนำไส้เดือนสายพันธุ์ ขี้ตาแร่ มากำจัดขยะ จะถูกย่อยหมดภายใน 2-3 วัน นอกจากไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้กินอาหรแก่งแล้วยังสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเรททิมา โพสธูมา ( Pheretima posthuma )
ชื่อท้องถิ่น ขี้คู้

ไส้เดือนดินสายพันธุ์ ฟีเรททิมา โพสธูมา เป็นไส้เดือนดินสีเทาที่มีลำตัวกลมขนาดใหญ่ โดยมีขนาดใหญ่กว่า ไส้เดือนแดงพันธุ์ ฟีเรททิมา พีกัวนา
· ลำตัวมีขนาด 200 – 250 x 6 – 10 มิลลิเมตร
· ลำตัวมีสีเทาวาว
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ
· อาศัยอยุ่บริเวณผิวดินในฤดูฝน กินเศษซากอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อย ในฤดูร้อนและฤดูหนาวจะอาศัยอยู่ในดินที่ลึกลงไปและกินดินหรืออินทรียวัตถุในดินที่เน่าเปื่อย
· เข้าสู่สภาพการหยุดนิ่ง ในช่วงที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
· มีอายุยืนยาวหลายปี

ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้มักพบอยู่ใต้ดินภายในสวน สนามหญ้า หรือพื้นดินในป่า ซึ่งลำตัวจะมีสีเทาผิวเป็นมันวาว สะท้อนกับแสงอาทิตย์จะออกเป็นสีรุ้ง เมื่อจับจะดิ้นอย่างรุ่นแรง และเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วมาก แพร่พันธุ์และเจริญเติบโตได้น้อย อาศัยอยู่ในดินที่ค่อนข้างลึก และจะขุดรูแบบชั่วคราว จากลักษณะนิสัยดังที่กล่าวไส้เดือนสายพันธุ์นี้ ไม่เหมาะในการนำมาใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์

ลัมบริคัส เทอเรสทริส ( Lumbricus terrestris )
ชื่อสามัญ Nightcrawler

· ลำตัวมีขนาด 90 – 300 x 6 – 10 มิลลิเมตร
· ผิวบริเวณท้องมีสีเทาขุ่น ผิวบริเวณด้านหลังมีสีเทา
· เป็นไส้เดือนดินในกลุ่ม แอนเนซิค
· กินเศษซากใบไม้ที่เน่าเปื่อยที่อยู่ใต้ดินและดินบางส่วนที่เป็นอาหาร
· อาศัยอยู่ในรูที่ถาวร ที่ความลึก 2.4 เมตร
· สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศอย่างแท้จริง
· สร้างถุงไข่ได้ 38 ถุง/ตัว/ปี
· ใช้เวลาเติบโตเต็มไวประมาณ 1 ปี
· สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 862-887 วัน หรือมากกว่า 6 ปี
· สามารถแพร่กระจายกลุ่มได้ประมาณ 3 – 5 เมตร/ปี

โพลีฟีเรททิมา อีลองกาตา ( Polypheretima elongate )

ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้เคยนำมาทดลองใช้ในกระบวนการกำจัดขยะอินทรีย์ เช่น ขยะที่ได้จากเทศบาลขยะหรือของเสียที่ได้จากโรงฆ่าสัตว์ ของเสียจากมนุษย์ สัตว์ปีก มูลวัว และเศษเหลือทิ้งจากการผลิตเห็ดในอินเดีย ซึ่งในประเทศอินเดียได้ใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ในการทำปุ๋ยหมักทางการค้าที่สะดวกและได้ผลดีโดยสามารถย่อยสลายขยะที่เป็นกากได้ 8 ตัน/วัน ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้พบเฉพาะในเขตร้อน และไม่สามารถดำรงชีวิตรอดได้ในเขตหนาว


เดนโดรแบนา วีนาตา ( Dendrobaena veneta )

ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้มีลำตัวขนาดใหญ่ และมีศักยภาพพอสำหรับนำไปใช้ในขบวนการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้จะอาศัยอยู่ในดิน เจริญเติบโตได้ช้าและแพร่พันธุ์ได้ไม่ค่อยเร็วนัก ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ไม่เหมาะสมหรือมีความเหมาะสมน้อยมากสำหรับนำไปใช้ในการย่อยสลายขยะอินทรีย์

เพอริโอนีกซ์ เอกซ์คาวาตัส ( Perionyx excavatus )

ไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้เป้นไส้เดือนดินในเขตร้อน ซึ่งขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและเลี้ยงง่ายเหมือนกับไส้เดือนดินสายพันธุ์ Eisenia foetida และในการเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือแยกไส้เดือนดินออกจากปุ๋ยหมักได้ง่ายมาก แต่มีข้อเสียคือ มีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมได้ค่อนข้างต่ำสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนสายพันธุ์นี้ในเขตหนาว แต่ในสภาพเขตร้อน จะเหมาะสมมากสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนดินสายพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่พบได้ทั่วไปในเอเชีย และมีการนำมาใช้ในขบวนการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในประเทศฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย

ที่มา : http://www.thaiworm.com/