ต้นกล้ากรุ๊ป เป็นเว็บบล็อกที่พูดถึงความรู้ใหม่ๆ หรือเก่าแต่นำมารีวิวใหม่ หรือปัญหาที่พบจากการปฏิบัติจริงมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะเรื่องการปลูกยางพารา การอนุรักษ์หรือฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการเกษตรเชิงอนุรักษ์ เช่นการปลูกพืชคลุมดิน(cover crops) organic agriculture รวมถึงการปลูกต้นไม้ทดแทน
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ยางพันธุ์ใหม่ "RRIT 408"
"ในวันงานเราจะแจกกิ่งพันธุ์ยาง RRIT 408 นี้ด้วย โดยจะแจกคนละ 3 กิ่ง เฉพาะผู้ประกอบการผลิตกิ่งตาขาย เพื่อให้นำไปทดลองติดตาดู เพราะคนกลุ่มนี้จะชำนาญการติดตาอยู่แล้ว คือในวันนั้นเราตั้งใจจะเปิดตัวยางพันธุ์ RRIT 408 นี้ด้วย"
สุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เผยถึงกล้ายางพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่เป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยางที่จะนำมาเปิดตัวในวันงาน "111 ปีแห่งการเรียนรู้ยางพาราไทย" ซึ่งยางพันธุ์นี้กรมวิชาการเกษตร โดยสถาบันวิจัยยางใช้เวลากว่า 25 ปีในการทดสอบสายพันธุ์ที่ผ่านแปลงทดลองตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเปิดกรีดและขณะนี้ได้เปิดกรีดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ แปลงทดลองของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา ซึ่งผลผลิตน้ำยางดีมาก และเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกในภาคอีสานต่อไป เนื่องจากยางพาราสายพันธุ์นี้ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ที่สำคัญสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพันธุ์อื่น
สุจินต์ ระบุอีกว่า สำหรับการเลือกพันธุ์ยางปลูกในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน เพราะยางแต่ละพันธุ์มีความเหมาะสมต่างกัน ในพื้นที่ปลูกที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก หรือพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคอีสาน เหนือและกลาง ซึ่งเจ้าของสวนยางจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางหรือเนื้อไม้ หรือทั้งน้ำยางและเนื้อไม้เพื่อจะได้เลือกพันธุ์ยางได้ถูกต้องและได้ผลตอบแทนตามที่หวัง
"บางครั้งระดับน้ำในดินมีผลต่อการทำงานของรากยางด้วย อย่างพันธุ์ RRIT 251 และอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ไม่เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่มีระดับน้ำใต้ดินตื้น แต่บางพันธุ์สามารถปลูกได้ดีเช่น บีพีเอ็ม (BPM) 24 หรืออย่างโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา ยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 มักจะมีปัญหา แต่พันธุ์พีบี (PB) 255 กลับมีความต้านทานได้ดีกว่า แม้ผลผลิตน้ำยางจะน้อยกว่าอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ก็ตาม"
จากอดีตจนปัจจุบันมียางหลายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยยางส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยแต่ละสายพันธุ์จะมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ปลูกหรือเจ้าของสวนยางว่าจะเน้นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางเป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้เป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ทั้งน้ำยางและเนื้อไม้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะเหมาะกับพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกันไปด้วย
"พันธุ์ยาง RRIT408 นี่ เราใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์นานถึง 25 ปี โดยพัฒนามาจากพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 หรือ RRIT402 หลังได้ต้นพันธุ์มาแล้วก็ต้องทดลองปลูกในแปลงทดลอง ก็ประมาณ 15 ปี กว่าจะโตเปิดกรีดได้ก็ใช้เวลาอีก 6 ปีรวมแล้วก็ 25 ปีเต็ม ต้องบอกก่อนว่าการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ยางนั้นไม่เหมือนพืชชนิดอื่น เพราะต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าจะได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี จึงจะเห็นผล" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางกล่าวย้ำ
ยางพันธุ์ "RRIT408" นับเป็นอีกก้าวของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรในการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราให้มีคุณภาพดี ก่อนจะนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป
ข้อมูลจาก "สุรัตน์ อัตตะ" หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2554
ข่าวประชาสัมพันธ์ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา ฉบับที่ ๖/๒๕๕๔
ศูนย์เรียนรู้ยางพารา สกย.จ.ขอนแก่น ส่งวิทยากรมืออาชีพไปช่วย ฝึกอบรมเกษตรกร หลักสูตร“เทคนิคกรีดยาง” แก่ศปจ.อุตรดิตถ์/สกย.จ.แพร่
เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา สกย.จ.ขอนแก่น ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดอุตรดิตถ์ สกย.จ.แพร่ อบรมเกษตรกรหลักสูตร “เทคนิคการกรีดยาง” ณ บ้านปางหมิ่น ม.๑๑ ต.น้ำหมัน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยมีเกษตรเข้ารับการอบรม ๓๒ คน
กิจกรรมในศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น
ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง” รุ่นที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา อ.เขาสวนกวาง มีเกษตรกรโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้ฯ(ล้านไร่) จาก อ.น้ำพอง อ.อุบลรัตน์ และ อ.กระนวน เข้าร่วมอบรมจำนวน ๔๒ คน โดยได้รับเกียรติจาก นายประดิษฐ์ ธีระปฐวี เกษตรอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ในการนี้มีนาย Stephen Punker ชาวเบลเยี่ยมพร้อมภรรยาชาวน้ำพอง สนใจเข้าเยี่ยมชมการฝึกอบรม พร้อมขอข้อมูลวิธีการปลูกสร้างสวนยาง และผลตอบแทนจากการลงทุนปลูกยางพาราด้วย
เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะครูยางจำนวน ๓๐ คนจาก จ.ชัยภูมิ ในความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดชัยภูมิ/ สกย.จ.นครราชสีมา เข้าเยี่ยมชมทัศนศึกษากิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์เรียนรู้ยางพารา อาทิ เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน แปลงผลิตกิ่งตายางพันธุ์ดี การกรีดยางและการทำยางแผ่นชั้นดี และโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเกษตรกร ในการนี้คณะครูยางฯ ให้ความสนใจในการขยายพันธุ์ยาง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเบื้องต้นเป็นพิเศษ ที่พิเศษสุดคือครูยางได้ลงมือทดลองทำการแปรรูปยางคอมปาวด์เป็นไม้กวาดน้ำยาง และยางรองพื้นในรถยนต์ด้วย โดยมี นายโกศล บุญคง หัวหน้าศูนย์เรียนรู้ยางพารา พร้อมคณะพนักงาน ให้การต้อนรับและบรรยายกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์เรียนรู้ยางพาราอย่างเป็นกันเอง
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554
เวียดนามลงทุนปลูกและแปรรูปยางในลาวเพื่อส่งออก

เวียงจันทน์ 10 มี.ค.- บริษัทยางเวียดนามจะลงทุนมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,500 ล้านบาท) ปลูกต้นยางพาราและสร้างโรงงานแปรรูปยางแผ่นสำหรับส่งออก
เว็บไซต์เบอร์นามาของมาเลเซียอ้างสำนักข่าวเคพีแอลของทางการลาว ว่า นายเหงียน ง็อก เง็น รองกรรมการบริษัทยางพาราดั๊กลักของเวียดนามเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าได้ปลูกต้นยางพาราในลาวแล้วเกือบ 56,250 ไร่นับตั้งแต่ปี 2548 และจะขยายพื้นที่ปลูกต่อไปอีกในอนาคต ส่วนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางคาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปีนี้ และจะส่งออกยางแผ่นได้ภายในสิ้นปีนี้ โรงงานนี้ตั้งอยู่ที่แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้สุดของลาว ติดกับชายแดนไทยและกัมพูชา มีกำลังผลิตปีละ 6,000 ตัน บริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานเพิ่มอีก 2 โรงทางตอนใต้ของลาว มีกำลังผลิตรวมกันปีละ 6,000-10,000 ตัน
นายเหงียนอ้างการประเมินของสมาคมยางพาราเวียดนามว่า ความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะสูงไปจนถึงปี 2558 เพราะข้อมูลของสมาคมยางพาราโลกชี้ว่า ทั่วโลกใช้ยางพาราเฉลี่ยคนละ 5 กิโลกรัม แต่ผลิตรองรับได้เพียงคนละ 2 กิโลกรัม ตลาดจึงยังมีความต้องการสูงมาก บริษัทจะเล็งส่งออกยางแผ่นไปยังสหรัฐ ยุโรปและชาติตะวันตก
ที่มา : สำนักข่าวไทย (วันที่ 10 มีนาคม 2554)
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ศรย.ฝึกอบรมกรีดยาง
ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น ได้จัดอบรมหลักสูตร "การพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง" มีเกษตรกรชาวสวนยางตามโครการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้ฯ (ล้านไร่) จาก อ.ภูผาม่าน อ.สีชมภู อ.บ้านไผ่ เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น ๓๖ คนมีการพักอยู่ในศูนย์ ตลอดการฝึกอบรม ได้รับการฝึกกรีดในแปลงจริง และสาธิตการทำยางแผ่นชั้นดีด้วย ทุกคนประทับใจเพราะเป็นการฝึกเพื่อไปใช้ในสวนตัวเองจริงๆ
วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ทัศนศึกษาสิบสองปันนา
คณะทัศนศึกษาสิบสองปันนากับ สร.กสย. รวม ๔๕ คน(มี 2 ท่านเป็นพนักงาน ธกส. เดินทางออกจากจังหวัดเชียงใหม่โดยพาหนะส่วนตัว ไปรอสบทบที่อำเภอเชียงของ) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของสวนยาง พนักงาน สกย.พร้อมคู่สมรส เพื่อนพนักงานรัฐวิสาหกิจจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และ ธกส. ออกเดินทางโดย รถโค้ชปรับอากาศจาก สกย. บางขุนนนท์ เวลา 6.00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2553 สู่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แม้จะออกเดินทางแต่เช้าก็ตาม ปรากฎว่ากว่าจะถึงปลายทางก็ปาเข้าไปสามทุ่มพอดี จากนั้น ก็ได้รับประทานอาหารเย็นพร้อมชมการแสดงสล้อ ซอ ซึง ที่ร้านอาหารบ้านแก้ว จึงพากันแยกย้ายไปพักผ่อนเพราะเหนื่อยกับการนั่งรถมาทั้งวัน ตื่นเช้ารับประทานข้าวมันไก่ไหหลำ แล้วเดินทางผ่านด่านเชียงของไปฝั่งบ่อแก้วของประเทศลาวโดยเรือหางยาวผ่านลำน้ำโขงอันเชี่ยวกราก ต่อจากนั้นคณะจึง แยกกันนั่งรถตู้ จำนวน 5 คัน แวะรับประทานอาหารเที่ยงที่เวียงภูคา ช่วงที่เดินทางผ่านถนนเชื่อมไทย-ลาว-จีน (R3a) ซึ่งช่วงนี้การเดินทางจะผ่านโค้งและผิวถนนซ่อมกันเป็นช่วงๆ น้อยคนที่จะไม่มีอาการเมารถ ซึ่งความเป็นมาของถนนสาย R3 หรือที่เรียกกันติดปากว่า ถนน R3a จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระยะทาง 250 กิโลเมตร (กม.) ทราบข้อมูลว่า หจก.แพร่ธำรง วิทย์ ได้ร่วมกับบริษัทน้ำทา ก่อสร้าง จำกัด ของนายคำเพิง ทองซะบา กลุ่มผู้รับเหมาท้องถิ่นของสปป.ลาว เข้าประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้างเส้นทางช่วงเมืองห้วยทราย - เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ระยะ ทาง 84 กม.และเส้นทางในตัวเมืองบ่อแก้ว - ถนนเลี่ยงเมืองอีก 15 กม. มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 1,086 ล้าน บาทซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนของถนน R3a ตลอดทั้งสาย ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.)ขณะที่ถนน R3a ช่วงที่ 2 จาก กม.ที่ 84-260.8 (เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว - บ้าน Nam Lung แขวงหลวงน้ำทา) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่บริษัทนวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ส่วนถนนช่วงที่ 3 หรือแพกเกจ C ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจีน จากบ้าน Nam Lung - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (ชายแดน สปป.ลาว-จีน) หรือจาก กม.160.8 - 228.3 ที่กลุ่มผู้รับเหมาจากจีน เมื่อถนนเส้นนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ช่วง จะทำให้การ เดินทางจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (ชายแดนติดกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองบ่อเต็น แขวง หลวงน้ำทา ติดกับ Mohan เขตเมืองลา สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีน) ใช้เวลาเดินทางเพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์ ในอนาคตก็จะเชื่อมต่อกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีน ตกลงที่จะ สนับสนุนฝ่ายละ 50% ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้วโดยฝั่ง สปป.ลาว จะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้นก (กม.9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่บริเวณบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ. เชียงราย ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี หากสะพานแห่งนี้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อเข้ากับถนน R3a จะทำให้การค้าชาย แดนที่เชียงของ คึกคักขึ้นอย่างมาก เพราะจีนมุ่งที่จะขนส่งสินค้าตามถนนR 3 a อันเป็นถนนเชื่อมคุนหมิง- กรุงเทพ กว่าพวกเราจะเดินทางไปถึงบ่อเต็นก็บ่ายสองกว่าแล้ว ต้องไปรอเช็คชื่อตรวจวีซ่าผ่านด่านโมฮันเข้าจีนอีกชั่วโมงกว่าเพราะเป็นวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวมากจริงๆ เราไปถึงจิงหง ประมาณ ทุ่มหนึ่งพอดี รับประทานอาหารเย็นแล้วเข้าพักที่โรงแรมไทการ์เดนท์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางออกจากกลางเมืองราว 2 กิโลเมตร
มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่งความลี้ลับ" เพราะเป็นแหล่งรวมความงามทางธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
ทางใต้สุดของมณฑล เป็นที่ตั้งของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา หรือสิบสองพันนา (ภาษาจีนออกเสียง ฉีฉ่วงบั่นนา) มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า เดียนเบียนฟู ของเวียดนาม และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ถัดจากลาวลงมาก็คือประเทศไทยความสำคัญของสิบสองปันนาด้านหนึ่งคือเป็นเขตปกครองตนเองของชาวไทลื้อหรือไตลื้อไทลื้อแห่งสิบสองปันนา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีนเรียก จิ่งหง) เมืองนี้แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำหลานชาง หรือแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงความเป็นชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี แต่อาณาจักรใหญ่ของพวกเขาสถาปนาขึ้นช่วงก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณ 800 ปี พงศาวดารกล่าวว่า "ขุนเจือง" หรือพญาเจื่อง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทลื้อพระองค์แรก เถลิงพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าหอคำรุ่งเรืองที่ 1 ทรงรวบรวมไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่น มีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง มีนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อจีนแต่ด้วยความที่ เป็นแคว้นเล็ก อาณาจักรเชียงรุ่งจึงมักถูกรุกรานและยึดครองจากอาณาจักรอื่นรอบด้าน ทั้งจีน พม่า และล้านนา ก่อนจะถูกผนวกเป็นของอาณาจักรจีนเมื่อพ.ศ.1835ชื่อเรียก สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา มีที่มาจากช่วงที่พม่าเข้ายึดครอง และแบ่งดินแดนออกเป็น 12 เมือง เพื่อสะดวกต่อการเรียกเก็บภาษีอากร 12 หัวเมืองของสิบสองปันนา ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และเชียงรุ่ง แต่ละเมืองครอบครอง 1 พันนา (หรือที่นา 1 พันผืน) จึงเรียกขานว่าเมืองสิบสองปันนาตั้งแต่นั้น คำว่าเชียงรุ่ง แปลความหมายได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณ มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงของชาวไท ลื้อ เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี ชาวไทลื้อจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "เชียงรุ่ง" หรือตามสำเนียงไทลื้อว่า "เจียงฮุ่ง"
ศูนย์วิจัยสมุนไพรแห่งชาติสิบสองปันนา
เดินชมสวนสมุนไพรก่อนที่ศูนย์จะเปิดเพราะมาเช้าเกินไป
อาซิ่มหั่นเบาๆ กระดาษก็ขาด เฮ้ย สับเหล็กหมดแรงแล้วไม่มีรอยมีดแหว่งสัดนิดเลย
หมู่บ้านมีดเมืองลื้อ(จิ้งฟ้า) ซึ่งหมู่บ้านนี้ในอดีตเคยตีมีดถวายฮ่องเต้ แต่ปัจจุปันได้นำมาแสดงโชว์การใช้มีดและคุณสมบัติของมีดอันโดดเด่นทั้งหั่นทั้งสับที่แตกต่างจากมีดทั่วๆไป
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปในมุมต่างๆ
มองจากวัดหลวงเมืองลื้อเห็นตัวเมืองเชียงรุ่ง ถ่ายรูปกันก่อนผ่านช่องเก็บบัตรผ่านประตูเข้าชมวัด
วัดหลวงเมืองลื้อ สิบสองปันนา ซึ่งบริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ได้ทุ่มเงินลงทุนเองถึง 350 ล้านหยวน เพื่อสร้างวัดนิกายหินยานหรือเถรวาท และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้ มาตั้งแต่ปี 2548 สืบเนื่องจากตระหนักดีว่าศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมีประวัติอันยาวนานในสิบสองปันนาพอๆ กับในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่นไทย ลาว กัมพูชา พม่า การสร้างวัดหลวงเมืองลื้อ แบ่งการสร้างออกเป้นหลายเฟส สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ตกทอดมาช้านานแล้ว ยังจะเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และท้ายสุด จะเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท อีกทั้งยังเป็นสถานที่ชาวไต หรือไทลื้อในแถบเอเชียอาคเนย์ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเองได้ นอกเหนือจากที่สามารถสืบค้นจาก "ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานของนิกายเถรวาทที่มีอยู่อย่างแพร่หลายตามวัดวาอารามในสิบสองปันนา ที่ได้รับการรวบรวมชำระขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ครบถ้วนที่สุด แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทลื้อเก่า ไทลื้อใหม่ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวม 6 ภาคแต่ที่แน่ๆ ก็คือ เชื่อว่าวัดหลวงเมืองลื้อจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของสิบสองปันนาในอนาคต ไม่ใช่สำหรับชาวพุทธนิกายเถรวาทเพียงอย่างเดียว อันเนื่องจากวัดนี้ได้สร้างอย่างสวยงามบนเนื้อที่หลายพันไร่ริมเชิงเขา โดยผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต รอบๆ วัดจะมีท้าวจตุรบาลแบบจีนยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค ตรงกลางของที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทองอร่าม ถัดขึ้นไปพระพุทธรูปปางประสูติ ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กมีเพียงผ้าคลุมกายพองาม ประทับยืนชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนกับเป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด ในส่วนของตัวโบสถ์ได้สร้างด้วยศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว แถมยังมีลวดลายคล้ายลายประจำยามและลายขนดแบบของไทยสอดแทรกอยู่ ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่เล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนถึงปรินิพพาน หลังจากชมวัดเสร็จแล้งก็ลงมาชมการแสดงของชาวพื้นเมือง มีการสาดน้ำสงกรานต์ให้ดูด้วย จากนั้นก่อนขึ้นรถบัสกลับ ทางคณะก็ได้เข้าชมเครื่องประดับจากคริสตัล
ต่อด้วยการเที่ยวชมสวนม่านทิง ห่างจากตัวเมืองเชียงรุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสวนโบราณของพระราชวังกษัตริย์ในอดีต มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ถูกทิ้งร้างมานาน ก่อนได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี พ.ศ.2523
เครื่องใช้ในครัวเรือนของเผ่าอาข่า
เมื่อเข้ามาในสวนสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ รูปปั้นทองสำริดเต็มตัวสูง 3.2 เมตร ของ นายโจวเอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ในชุดพื้นเมืองชนชาติไต เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ท่านเข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ของชนชาติไตที่สวนสาธารณะแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2504 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท แนวชายแดนของสิบสองปันนากับรัฐฉานของประเทศพม่าด้วย ด้านซ้ายของ รูปปั้นมีต้นไทร 2 ต้น ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน ที่สวนแห่งนี้ยังมีลานแสดงช้าง นกยูง และยังมีวัดพุทธศาสนาอยู่ติดกับสวน มีกลุ่มเจดีย์ขาว 9 ยอดตามแบบฉบับสิบสองปันนาให้ชม ที่นี่ยังถือเป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์นกยูงของสิบสองปันนาอีกด้วย ในสวนมีนกยูงมากกว่า 2,000 ตัว
สำหรับการโชว์เมืองพาราณสี เป็นการนำเสนอถึงพระพุทธศาสนาที่เดินทางเข้ามาถึงเมืองสิบสองปันนา การแสดงงานประเพณีสงกรานต์ และการโชว์ถึงวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสิบสองปันนา ดูสวยงามและอลังการครับ สำหรับราคาค่าเข้าชม 120 - 160 หยวน หากใครไปถึงเมืองเชียงรุ่งแล้วไม่ได้ดูชุดแสดงเมืองพาราณสีแล้ว คงบอกได้คำเดียวว่ามาไม่ถึงเมืองสิบสองปันนาครับ... ก่อนที่จะเข้าไปชมภายในโรงละคร ก็มีการแสดงเรียกน้ำย่อยที่หน้าโรงกันก่อน มีการแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวีถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ สาวๆนักแสดงก็แต่งชุดเอวลอย โชว์สะดือกันเต็มที่
ปัจจุบันจีนปลูกยางพารา ในมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะที่แคว้นสิบสองปันนามีถึงประมาณ 6.9 ล้านมู่สอบถามเจ้าของสวนยางที่นี่บอกว่า 1 มู่ปลูกยางได้ 30 ต้น(ข้อมูลจากนายปรีชา เพชรมาลาอดีตรอง ผอ.สกย.ระบุว่า 2.5 มู่เท่ากับ 1 ไร่ ) และกรีดได้แล้วราว 2.36 ล้านมู่ ตลอดสองข้างทางตั้งแต่เราเดินทางผ่านด่านโมฮันจนถึงเมืองเชียงรุ่งหรือสิบสองปันนา ลอดอุโมงค์ถึง 32 แห่ง และที่ยาวสุดประมารเกือบ 4 กิโลเมตรแต่เพื่อการประหยัดจีนจะไม่ค่อยเปิดไฟในอุโมงค์
น้องมุก นักศึกษาฝึกงานสาขาการท่องเที่ยว และอ้ายแก้ว เป็นไกด์ดูแลคณะแนะนำตลอดการเดินทางในจีน
เมื่อมองทัศนียภาพทั้งสองฝากฝั่งถนนสวยงามมาก เต็มไปด้วยขุนเขาใหญ่น้อย ภูเขาทุกลูกถูกเนรมิตรเป็นสวนยางพาราแม้กระทั่งบนยอดเขาสูงลิบๆ จะมองเห็นแนวต้นยางสูงชะลูดอยู่ทั่วทุกหนแห่งและจะปลูกบนพื้นที่สูงชันและมีการขุดขั้นบันไดเรียบร้อย โดยรัฐบาลจะให้แบ่งพื้นที่ปลูกยางกันเองตามจำนวนครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านจะแบ่งกันได้ครอบครัวละ 600 ต้น ในแถบหมูบ้านจะปลูกอยู่ติด ๆ กับสวนกล้วยในไร่นา หรือแม้กระทั่งรอบ ๆ บ้านของชาวนา แทนที่ต้นไผ่ กลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงลักษณะเฉพาะของภูมิทัศน์ท้องถิ่นที่นี่ การกรีดยางจะใช้มีดเก๊าท์ ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน และมีการจำหน่ายเป็นน้ำยางสดตอน 10.00 น. ในแต่ละวัน ตรงจุดรับซื้อในหมู่บ้านจะมีการแบ่งกรีดวันละครึ่งสวนทำให้กรีดยางได้ทุกวัน มีรายได้วันละประมาณ 400 -500 หยวนต่อครอบครัว เพื่อให้บริษัทที่รับซื้อจะนำไปผลิตยางแท่งต่อไป
๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
มีดกรีดยางในสิบสองปันนา คุยแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำสวนยางกับชาวไทลื้อ ที่เมืองหล้า
และขณะนี้บริษัทเอกชนในจีนยังมีการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว ที่ปลูกขนาบเส้นทางถนนสาย อาร์ 3 เอ ตั้งแต่เมืองห้วยทรายตรงกันข้ามกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ในรัศมี 10 กิโลเมตร ของสองฟากถนน จนถึงเมืองบ่อเตน จ.หลวงน้ำทา ติดชายแดนระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ประมาณการว่าลาวปลูกยางพาราถึงหลักล้านไร่ โดยจีนจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด จีนดีกว่าของไทยในเรื่องการดูแลรักษาต้นยางค่อนข้างมีความเข้มงวด มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่จะกรีดยาง เช่น เมื่อไรมีอากาศร้อนเกินไป อากาศหนาวเกินไป เกษตรกรชาวจีนจะหยุดกรีดยางทันที เมื่อมีโรคระบาดรัฐบาลจีนจะเข้ามาดูแลทันที แต่ถ้าในพื้นที่การปลูกไม่น่าห่วง เพราะจีนมีพื้นที่มีจำกัด
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938 - 8992/2552
การที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้ลูกจ้างมีจำนวนแน่นอนและจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือนโดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะหยุดงานหรือไม่เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าค่าครองชีพเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงานของลูกจ้าง ค่าครองชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง
ซีเอสอาร์ คืออะไร
ซีเอสอาร์ เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ
คำว่า กิจกรรม ในความหมายข้างต้น หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการ
ดำเนินงานขององค์กร
สังคมในความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะมุ่งไปที่ผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ และสังคมไกล
สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศ
สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป เป็นต้น
ในระดับของลูกค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่า ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น
ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน ความรอบคอบระมัดระวังในการผสานประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า เป็นต้น
ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น
ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น
ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการให้สินบนในทุกรูปแบบ เป็นต้น