วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์งบการเงิน




ความหมายของการวิเคราะห์งบการเงินการวิเคราะห์งบการเงิน คือ กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการใดกิจการหนึ่งจากงบการเงินของกิจการนั้น พร้อมทั้งนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการตัดสินใจ
การวิเคราะห์งบการเงินมีจุดประสงค์ 2 ประการดังนี้

1. การหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ
2. การนำข้อเท็จจริงที่ได้มาใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเสนอแนะแนวทางการตัดสินใจ


กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์งบการเงิน

1. เจ้าหนี้ หมายถึง บุคคลภายนอกที่ให้กิจการกู้เงินมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าหนี้จะวิเคราะห์งบการเงินของลูกหนี้เพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ความสามารถในการหากำไรและลักษณะการได้มาและการใช้ไปของเงินทุน
2. ผู้ลงทุนทั่วไป หมายถึง ผู้ที่มีเงินออมและพร้อมที่จะลงทุนในธุรกิจ จะวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไรทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน
3. ผู้บริหาร มีหน้าที่และต้องรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการจึงต้องการการวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อพิจารณาถึงปัญหาและโอกาสของกิจการสำหรับการกำหนดแผนดำเนินการต่อไป
4. หน่วยงานรัฐบาล วิเคราะห์งบการเงินเพื่อได้ข้อมูลที่จะนำมาประกอบการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจ ผู้บริโภคและประเทศโดยส่วนรวม
5. นักวิชาการ วิเคราะห์งบการเงินของกิจการ เพื่อนำมาศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนจัดทำข้อมูลที่สำคัญ ๆ เพื่อการศึกษาและงานวิจัยซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่วงการศึกษา และวงการธุรกิจ

การวิเคราะห์งบการเงินมีจุดมุ่งหมายพอสรุปดังนี้

1. เพื่อเป็นเครื่องมือกลั่นกรองเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน
2. เป็นเครื่องมือช่วยพยากรณ์ฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบต่าง ๆ 3. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยปัญหาในการบริหารงาน ฐานะการเงินและปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
4. เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละฝ่าย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงินมี 5 ประเภท ดังนี้
1. การวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis)
2. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวนอน (Horizontal Analysis)
3. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวตั้ง (Vertical Analysis)
4. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวโน้ม (Trend Analysis)
5. การวิเคราะห์โดยจัดทำงบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis)

1. การวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis) อัตราส่วนทางการเงินเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบโดยการนำรายการที่ปรากฏในงบการเงินสำหรับระยะเวลาหนึ่งมาสัมพันธ์กันในรูปสัดส่วนหรืออัตราร้อยละ การนำอัตราส่วนมาแปลความและใช้ประโยชน์โดยการเปรียบเทียบมี 3 วิธี คือ
1. เปรียบเทียบกับอัตราส่วนมาตรฐานหรืออัตราส่วนเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เป็นอัตราส่วนที่จัดทำขึ้นจากข้อมูลของอุตสาหกรรมประเภทนั้นเป็นส่วนรวม เมื่อเปรียบเทียบกับกิจการภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน การเปรียบเทียบเช่นนี้เราถือตัวเลขที่ปรากฏในอัตราส่วนมาตรฐานเป็นจุดตัดสิน (Cut off Point)
2. เปรียบเทียบกับอัตราส่วนของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน การเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทที่จะนำมาเปรียบเทียบกันนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใกล้เคียงกันและต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
3. เปรียบเทียบอัตราส่วนของบริษัทเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น ข้อมูลปีปัจจุบันกับอดีตจะทำให้ทราบถึงแนวโน้มในปัจจุบันว่ามีการบริหารงานดีขึ้นหรือแย่ลงจากปีที่แล้วอย่างไร และทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตได้
อัตราส่วนทางการเงินแบ่งออกได้ 5 ประเภท คือ

1. อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) เป็นอัตราส่วนใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น หรือวัดสภาพคล่องของกิจการ
1.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เป็นอัตราส่วนใช้วัดสภาพคล่องของกิจการแสดงความสามารถที่กิจการนำสินทรัพย์หมุนเวียนไปชำระหนี้สินหมุนเวียนได้กี่เท่า และสามารถชำระได้ทันเวลาหรือไม่
Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน = .......... เท่า
ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ณ วันที่วิเคราะห์งบการเงิน กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นกี่เท่าของหนี้สินหมุนเวียน นั่นคือ เมื่อกิจการจ่ายชำระหนี้สินระยะสั้นแล้ว ยังมีสินทรัพย์หมุนเวียนเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งบอกให้ทราบว่าธุรกิจมีสภาพคล่องสูงหรือต่ำ
1.2 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid-test Ratio)เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดสภาพคล่องของกิจการอีกประเภทหนึ่งแสดงความสามารถที่กิจการจะนำสินทรัพย์หมุนเวียนที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว มาจ่ายชำระหนี้สินระยะสั้นได้ทันเวลาหรือไม่
Quick Ratio or Acid-test Ratio =[เงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น+ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ]-สินค้าคงคลัง/หนี้สินหมุนเวียน = …….เท่า
ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ณ วันที่วิเคราะห์งบการเงิน กิจการมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเป็นกี่เท่าของหนี้สินหมุนเวียน เพื่อจะใช้ชำระหนี้สินหมุนเวียนได้ทันเวลาหรือไม่

2. อัตราส่วนวัดประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ (Activity Ratio) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ของกิจการ อัตราส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบระหว่างยอดขายกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ของกิจการ
2.1 อัตราส่วนหมุนเวียนของลูกหนี้ (Receivables Turnover)
อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายเชื่อ/ ลูกหนี้เฉลี่ย =……ครั้ง
ลูกหนี้เฉลี่ย = [ลูกหนี้การค้าต้นงวด + ลูกหนี้การค้าปลายงวด]/2
ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ช่วงเวลาที่ทำการวิเคราะห์ ธุรกิจขายสินค้าเป็นเงินเชื่อและสามารถเรียกเก็บหนี้ได้กี่ครั้ง ถ้าอัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้สูงยิ่งดี แสดงว่า ในช่วงที่วิเคราะห์ธุรกิจมีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้เร็ว คือลูกหนี้ของกิจการมีความคล่องตัวสูง ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย
(Average Collection Period) = จำนวนวันในหนึ่งปี =…….วัน อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ในช่วงเวลาการวิเคราะห์ กิจการสามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ใช้เวลากี่วัน จำนวนวันที่ใช้ในการเก็บเงินจากลูกหนี้ยิ่งน้อยวันยิ่งดี ถ้าจำนวนวันมากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหนี้สูญ
2.2 อัตราการหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover)
อัตราการหมุนเวียนของสินค้า = ต้นทุนขาย/สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =…….ครั้ง
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = (สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด)/ 2
ผลลัพธ์จากการคำนวณอัตราการหมุนเวียนของสินค้าบอกให้ทราบว่าธุรกิจได้ขายสินค้าจนกระทั่งเก็บเงินได้มีจำนวนกี่ครั้ง ถ้าอัตราการหมุนเวียนของสินค้า มีจำนวนมากครั้ง แสดงถึงประสิทธิภาพด้านการขายอยู่ในเกณฑ์ดีและสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้ขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาในการเก็บรักษาสินค้า (Average Day Inventory in Stock) ระยะเวลาในการเก็บรักษาสินค้า = จำนวนวันใน 1 ปี =……วัน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า การวิเคราะห์เงินทุนที่ได้ลงทุนในสินค้านั้นกว่าจะเปลี่ยนสภาพเป็นลูกหนี้หรือเงินสดใช้เวลากี่วัน
2.3 อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover)
อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม = ยอดขาย/สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =…..ครั้งสินค้าคงเหลือเฉลี่ย
อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ใด ๆ เช่น ที่ดิน, อาคารและอุปกรณ์ สำนักงาน เป็นต้น
อัตรา การหมุนเวียนของสินทรัพย์............ = ยอดขาย =…..ครั้ง สินทรัพย์..........เฉลี่ย ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ความสามารถของกิจการในการใช้สินทรัพย์นั้น ๆ มีประสิทธิภาพเพียงใด

3. อัตราส่วนวัดสภาพหนี้สิน (Leverage Ratio) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการก่อหนี้ของกิจการ
3.1 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวม (Debt Ratio)
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวม = หนี้สินรวม/สินทรัพย์รวม =……..% ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่ากิจการมีการกู้ยืมเงินมาลงทุนเป็นอัตราร้อยละเท่าไรของสินทรัพย์รวมฝ่ายเจ้าหนี้จะพอใจในอัตราส่วนที่ปานกลางจนถึงต่ำ แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์รวมมากกว่าหนี้สินรวม ฝ่ายเจ้าของกิจการ จะพอใจในอัตราส่วนที่สูงเนื่องจาก
1. เจ้าของกิจการหลีกเลี่ยงการเพิ่มทุนของกิจการ 2. เป็นการนำเงินของเจ้าหนี้มาลงทุนซึ่งมีต้นทุนต่ำ 3. เป็นการลดความเสี่ยงในเงินลงทุนของเจ้าของกิจการ
3.2 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio)
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น = หนี้สินรวม/ส่วนของผู้ถือหุ้น =……เท่า ผลลัพธ์ที่ได้บอกให้ทราบว่าธุรกิจมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากหนี้สินเป็นกี่เท่าของผู้ถือหุ้น
3.3 อัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Time Interest Earned or Interest Coverage Ratio)
แสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยTime Interest Earned = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้/ ดอกเบี้ยจ่าย =…….เท่าผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า กิจการมีผลกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยจ่าย แสดงถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและแสดงให้เห็นว่ากิจการจะต้องทำกำไรเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย

3.4 อัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน (Fixed Charge Coverage Ratio) ค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน คือ ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเช่าระยะยาว และจ่ายเงินกองทุนจม (Sinking Fund) ซึ่งเงินกองทุนจมจ่ายจากกำไรหลังหักภาษีต้องปรับปรุงโดยหาร (1 – อัตราภาษี) เพื่อเป็นกำไรก่อนหักภาษีอัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ =……เท่า ดอกเบี้ย+ค่าเช่า+ เงินกองทุนจม (1 – อัตราภาษีเงินได้) ผลลัพธ์ที่ได้บอกให้ทราบว่ากิจการมีกำไรเพียงพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงินได้เพียงใด
4. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. กำไรที่เปรียบเทียบกับยอดขาย ได้แก่

4.1 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าขาย 100 บาท ได้กำไรขั้นต้นเท่าไร
อัตรากำไรขั้นต้น = กำไรขั้นต้น/ ยอดขายสุทธิ × 100 =……………..% ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่ากิจการมีกำไรขั้นต้นเป็นร้อยละเท่าใดของยอดขาย อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดีแสดงความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น

4.2 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าขาย 100 บาท มีกำไรสุทธิเท่าไร
อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิหลังภาษี/ยอดขายสุทธิ× 100 =……………% ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า กิจการมีกำไรสุทธิเป็นร้อยละเท่าไรของยอดขาย อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดีแสดงความสามารถในการทำกำไรสุทธิ

2. กำไรที่เปรียบเทียบกับเงินลงทุนในสินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้น ได้แก่
4.3 อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (Return on Total Asset หรือ ROB) แสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์รวมที่กิจการมีอยู่ว่าก่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปกำไรให้กับธุรกิจมากหรือน้อยอย่างไร บางครั้งเรียกอัตราส่วนนี้ว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment หรือ ROI)
อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม = กำไรสุทธิหลังภาษี/ สินทรัพย์รวม × 100 = ………%
ผลลัพธ์ที่ได้แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด หรืออาจเป็นที่สินทรัพย์ใช้ประโยชน์ได้น้อยเนื่องจากเสื่อมคุณภาพ ถ้าอัตราส่วนนี้สูง แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดกำไรสูง ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดกำไรน้อย
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน = กำไรสุทธิหลังภาษี × ยอดขาย สินทรัพย์รวม = กำไรสุทธิหลังภาษี สินทรัพย์รวม
4.4 อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity)หรือ ROE
เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้ผู้ถือหุ้นทราบว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากน้อยเพียงใด
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น = กำไรสุทธิหลังภาษี/ส่วนของถือหุ้น × 100 =……% ผลลัพธ์ที่ได้แสดงว่ากิจการนำส่วนของผู้ถือหุ้นมาลงทุนแล้วก่อให้เกิดกำไรมากน้อยเพียงใด

5. อัตรากำไรสำหรับผู้ลงทุนในหุ้นสามัญ
5.1 อัตรากำไรต่อหุ้น (Earning per Share)
อัตรากำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ - เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ = .............บาท/หุ้นสามัญ
จำนวนหุ้นสามัญ ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่าการลงทุนในหุ้นสามัญ 1 หุ้น ผู้ถือหุ้นจะได้กำไรกี่บาท ถ้านำกำไรต่อหุ้นของกิจการมาเปรียบเทียบกับกำไรต่อหุ้นของกิจการในอดีตจะสามารถบอกถึงแนวโน้มการหากำไรของกิจการได้ว่า มีความสามารถในการหากำไรต่อหุ้นดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไรหรืออาจจะนำกำไรต่อหุ้นของกิจการมาเปรียบเทียบกับกำไรต่อหุ้นของกิจการในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดเท่ากันก็สามารถบอกได้ว่า ธุรกิจใดมีความสามารถในการหากำไรดีกว่ากัน

5.2 อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้น (Price – Earning Ratio or P/E Ratio)
P/E Ratio = ราคาตลาดต่อหุ้นของหุ้นสามัญ กำไรต่อหุ้น ผลลัพธ์แสดงว่าเพื่อให้ได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนเท่าใด หรือราคาตลาดเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น ถ้า P/E Ratio สูง แสดงว่านักลงทุนยินดีลงทุน ซื้อหุ้นในราคาตลาดสูงเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น สะท้อนว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรในอนาคตของกิจการ
5.3 อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) อัตราการจ่ายเงินปันผล = เงินปันผลต่อหุ้น × 100 = ………..% กำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ = เงินปันผล กำไรสุทธิ ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ธุรกิจมีนโยบายจ่ายเงินปันผลคิดเป็นร้อยละเท่าไรของกำไรสุทธิ และเก็บเป็นกำไรสะสมจำนวนเท่าใด 5.4 อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล = เงินปันผลต่อหุ้น × 100 = ………% ราคาตลาดต่อหุ้น อัตราส่วนนี้แสดงถึงร้อยละของเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับเมื่อลงทุนซื้อหุ้นสามัญ ณ ราคาตลาดขณะนั้น

2. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวนอน (Horizontal Analysis) การวิเคราะห์วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงของรายการในงบการเงินแต่ละรายการ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะแสดงในรูปของจำนวนเงิน และอัตราร้อยละ วัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์เพื่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายการในงบการเงินทุกรายการ ผลที่ได้รับจะนำไปหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของธุรกิจ
3. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวตั้ง (Vertical Analysis) หรือ Common Size Statement เป็นการวิเคราะห์งบการเงิน โดยย่อส่วนตัวเลขรายการในงบการเงินแต่ละรายการให้เป็นค่าร้อยละ เรียกว่า Common Size Statement การวิเคราะห์รายการในงบดุล ให้คิดเป็นร้อยละของสินทรัพย์รวม หรือร้อยละของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนการวิเคราะห์รายการในงบกำไรขาดทุน ให้คิดเป็นร้อยละของยอดขายสุทธิ การวิเคราะห์วิธีนี้ถ้านำงบการเงินมาวิเคราะห์เพียงปีเดียวก็จะทราบเพียงโครงสร้างของงบการเงินเฉพาะปีนั้น ถ้าวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบงบการเงินตั้ง 2 ปีขึ้นไป ก็จะทราบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงบการเงินของบริษัทในช่วงระยะเวลานั้นๆ และถ้าเปรียบเทียบกับงบการเงินของบริษัทคู่แข่งก็จะทราบถึงความแตกต่าง ด้านการลงทุน การจัดหาเงินทุน และความสามารถในการทำกำไร
4. การวิเคราะห์แนวโน้ม การวิเคราะห์วิธีแนวโน้มจะเป็นการวิเคราะห์งบการเงินตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปเพื่อให้เห็นอัตราการเติบโตของธุรกิจนำไปสู่การวางแผนและตัดสินใจระยะยาว การวิเคราะห์วิธีแนมโน้มจะกำหนดให้ปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐาน โดยทั่วไปนิยมให้ปีแรกของการวิเคราะห์เป็นปีฐานและให้มีค่าเท่ากับ 100 % ตัวเลขที่ได้เป็นอัตราร้อยละ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารายการใดในงบมีแนวโน้มสูงขึ้น รายการใดคงที่และรายการใดมีแนวโน้มลดลง
5. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) เงินสดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีความสำคัญมากในธุรกิจ ถ้าผู้บริหารมีความสามารถในการจัดการเงินสดจะทำให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าผู้บริหารจัดการ เงินสดไม่มีประสิทธิภาพจะทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก และอาจก่อให้เกิดความเสียหายถึงขั้นล้มละลายได้ ผู้วิเคราะห์งบการเงินจึงให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรายการเงินสด เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุที่จะทำให้เงินสดเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารทางการเงินจึงได้จัดทำรายการการเงินที่แสดงแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของ เงินสด โดยเรียกรายการนั้นว่างบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารที่จะใช้ประเมินผลการดำเนินงานตลอดจนประเมินความสามารถของธุรกิจในการจ่ายเงินปันผล ดอกเบี้ย และเงินกู้ ในอดีตธุรกิจจะจัดทำงบกระแสเงินสดแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงิน 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละบริษัทมักเลือกใช้รูปแบบไม่เหมือนกัน ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 25 ให้จัดทำงบกระแสเงินสด เพียงรูปแบบเดียวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และให้ความหมายของงบกระแสเงินสดดังนี้ งบกระแสเงินสด คือรายงานการเงินที่แสดงแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินสดในระหว่างงวดบัญชีที่กำลังพิจารณา แสดงให้ทราบว่าธุรกิจได้เงินสดมาจากแหล่งใดและใช้เงินสดอย่างไร ผลต่างของเงินสดที่ได้มาทั้งหมดกับเงินสดที่ใช้ไปทั้งหมดตลอดงวดจะต้องเท่ากับเงินสดที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในงวดบัญชีนั้น ประโยชน์ของงบกระแสเงินสด
1. ทำให้ทราบแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินสด เช่น งบกระแสเงินสดจะแสดงให้ทราบว่าบริษัทได้เงินมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นหรือจากการกู้ยืม และบริษัทนำเงินที่ได้มาไปลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนหรือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากน้อยเท่าไร
2. การจัดทำงบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบ ดังนั้นการใช้งบกระแสเงินสดตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 25 จะทำให้สามารถเปรียบเทียบงบแต่ละบริษัทได้ง่ายและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
3. สามารถนำข้อมูลของงบกระแสเงินสดในอดีตมาใช้ในการวางแผนทางการเงินในอนาคต
4. ทำให้ทราบสภาพคล่องของบริษัท การทำธุรกิจโดยปกติ การเปลี่ยนแปลงของเงินสดแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. กระแสเงินสดรับ (Cash Inflows)กระแสเงินสดรับทำให้เงินสดเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุ 4 ประการ ดังนี้
1.1 จากการดำเนินงาน ในการดำเนินธุรกิจ ธุรกิจจะได้รับเงินมาจากการขายสินค้าและบริการ
1.2 จากการขายสินทรัพย์ เมื่อมีการขายสินทรัพย์ เงินสดจะเพิ่มขึ้นและสินทรัพย์จะลดลง
1.3 จากการกู้ยืม การกู้ยืมทำให้เงินสดเพิ่มขึ้นและหนี้สินเพิ่มขึ้น
1.4 จากส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อนำหุ้นทุนออกมาขายจะทำให้ได้รับเงินสดและส่วนของผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้น
2. กระแสเงินสดจ่าย (Cash Outflows)กระแสเงินสดจ่ายทำให้เงินสดลดลง ซึ่งมีสาเหตุ 5 ประการ ดังนี้
2.1 จากการดำเนินงาน ในการดำเนินธุรกิจ ธุรกิจจ่ายเงินสดเพื่อซื้อสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
2.2 ซื้อสินทรัพย์ การซื้อสินทรัพย์ทำให้เงินสดลง และสินทรัพย์เพิ่มขึ้น
2.3 ชำระหนี้ การจ่ายเงินสดชำระหนี้ ทำให้หนี้สินลดลงและเงินสดลดลง
2.4 จากส่วนของผู้ถือหุ้น ธุรกิจต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญให้น้อยลงจึงใช้วิธีซื้อหุ้นกลับคืนมีผลกำไรทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงและเงินสดลดลง
2.5 การจ่ายเงินปันผล ทำให้เงินสดลดลงกระแสเงินสดรับและจ่ายจะจำแนกตามประเภทของกิจกรรมในงบกระแสเงินสดตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 25 ได้ดังนี้
1. กิจกรรมดำเนินงาน2. กิจกรรมลงทุน3. กิจกรรมจัดหาเงิน 1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities)กิจกรรมดำเนินงาน หมายถึง กิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้ของกิจการ และกิจการอื่นที่มิใช่กิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมการดำเนินงานโดยปกติของกิจการ โดยจะเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและการให้บริการ รวมถึงรายการค้าทุกรายการที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกิจการ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน สามารถาจัดทำได้ 2 วิธี คือ
1. วิธีทางตรง (Direct Method) แสดงกระแสเงินสดรับและเงินสดจ่ายตามลักษณะหน้าที่หลักที่เกิดขึ้นของทั้ง 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมการดำเนินงาน กิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงิน ซึ่งทราบได้จากการบันทึกรายการบัญชีของหน่วยงานหรือการเปลี่ยนแปลงรายการ ในงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินด้วยผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรายการใน งบแสดงฐานะการเงิน
2. วิธีทางอ้อม (Indirect Method) แสดงด้วยการตั้งยอดรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมตามปกติ ปรับด้วย ผลกระทบของรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและรายการค้างรับ ค้างจ่ายของเงินสดรับและเงินสดจ่ายในอดีตหรือในอนาคตจะได้กระแสเงินสดจาก กิจกรรมการดำเนินงาน ส่วนรายการรับ - จ่ายเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมการจัดหาเงินแสดงเช่นเดียวกับวิธีทางตรงรายการที่จะนำมาปรับปรุงกำไรสุทธิให้เป็นกำไรสุทธิตามเกณฑ์เงินสดในการจัดทำกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานมีดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด เช่น ค่าเสื่อมราคา การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ภาษีรอการตัดบัญชี การตัดมูลค่าสูญสิ้น การตัดบัญชีค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
2. การตัดบัญชีส่วนต่ำมูลค่าหุ้นกู้ และส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้
3. การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่ายในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เป็นต้น
4. การเปลี่ยนแปลงในบัญชีหนี้สินหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อรายได้หรือ ค่าใช้จ่ายในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี เช่น เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เป็นต้น
5. รายการอื่น ซึ่งกระทบกับเงินสดอันเกิดจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน เช่น กำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและกำไรหรือขาดทุนจากกการไถ่ถอนหุ้นกู้กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน ได้แก่- เงินสดรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ- รับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า- เงินสดรับอื่น ๆ เช่น รายได้ค่าเช่า รายได้ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยรับ และรายได้ค่านายหน้า เป็นต้น กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมดำเนินงาน ได้แก่- ซื้อวัตถุดิบหรือซื้อสินค้า- จ่ายให้เจ้าหนี้ค่าซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ- จ่ายเงินเดือนพนักงาน- ดอกเบี้ยจ่าย และค่าภาษีต่าง ๆ 2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Activities) กิจกรรมลงทุน หมายถึง การซื้อและจำหน่ายสินทรัพย์ระยะยาวและเงินลงทุนอื่น ซึ่งไม่รวมอยู่ในรายการเทียบเท่าเงินสด หรือเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการลงทุนที่เกิดจากการซื้อหรือการขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและสินทรัพย์อื่น และการลงทุนในหุ้นของบริษัทอื่น กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมลงทุน ได้แก่- เงินสดที่ได้รับจากการขายเงินลงทุนระยะสั้น, เงินลงทุนระยะยาว, ที่ดิน, อาคารและอุปกรณ์, สินทรัพย์ไม่มีตัวตน และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมลงทุน ได้แก่ - เงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ - ซื้อหลักทรัพย์ของกิจการอื่น เช่น เงินลงทุนระยะสั้น เงินลงทุนระยะยาว และหุ้นของบริษัทอื่น 3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Activities)กิจกรรมจัดหาเงิน หมายถึง กิจกรรมที่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขนาดและองค์ประกอบของส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินของกิจการ หรือเป็นกิจกรรมการจัดหาเงินที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้น หนี้สินระยะยาวและหนี้สินระยะสั้นบางรายการการกู้ยืมเงินและการชำระคืนเงินกู้ยืมรวมทั้งการได้รับและชำระคืนแหล่งเงินทุนอื่นเนื่องจากหนี้สินระยะยาว กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมจัดหาเงิน ได้แก่ - การออกหุ้นทุน เช่น ออกหุ้นสามัญ - การออกหุ้นกู้ ตั๋วเงินจ่าย การกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน ได้แก่ - จ่ายซื้อหุ้นทุนกลับคืน - จ่ายชำระเงินกู้ยืม - จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น การจัดทำงบกระแสเงินสด สามารถทำได้ 2 วิธี คือ วิธีทางตรง (Direct Method) และวิธีทางอ้อม (Indirect Method) ซึ่งกิจการส่วนใหญ่นิยมจัดทำงบกระแสเงินสดวิธีทางอ้อมเพราะเป็นวิธีสะดวกและรวดเร็ว แหล่งที่มาของข้อมูลในการจัดทำงบกระแสเงินสด 1. งบดุลเปรียบเทียบ 2. งบกำไรขาดทุนปีปัจจุบัน 3. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ขั้นตอนการจัดทำงบกระแสเงินสด 1. เตรียมข้อมูลและวิเคราะห์1.1 งบดุลเปรียบเทียบ นำรายการต่างๆ ในงบดุลมาเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น วิเคราะห์ถึงสาเหตุของเปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อกระแสเงินสด ดังตารางตัวอย่าง1.2 งบกำไรขาดทุนปีปัจจุบัน ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน ทำให้ทราบรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ เช่น การขายสินค้า การซื้อสินค้า การจ่ายค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เป็นต้น ทำให้ทราบกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมเนินงาน สำหรับการจัดทำงบกระแสเงินสดวิธีทางอ้อม วิธีนี้นำสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามปกติของกิจการ และรายได้หรือค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดไปปรับปรุงกำไรสุทธิเปลี่ยนจากเกณฑ์คงค้างเป็นเกณฑ์เงินสด สรุปได้ว่าดังตารางแสดงการปรับรายการกำไรสุทธิให้เป็นเกณฑ์เงินสด1.3 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการที่เกิดขึ้นในระหว่างปี1.3.1 กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากกำไรสุทธิหักด้วยเงินปันผลจ่าย ในงบกระแสเงินสดจะใช้กำไรสะสมในการหาเงินปันผลจ่าย ซึ่งเงินปันผลจ่ายอยู่ในกิจกรรมจัดหาเงินกำไรสะสมปลายปี = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ - เงินปันผลจ่ายเงินปันผลจ่าย = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ - กำไรสะสมปลายปีเงินปันผลจ่าย = กำไรสุทธิ - ผลต่างของกำไรสะสม 1.3.2 การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวรค่าเสื่อมราคาสะสมที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการคิดค่าเสื่อมราคาประจำปีDr ค่าเสื่อมราคา อยู่ในงบกำไรขาดทุนCr ค่าเสื่อมราคาสะสม อยู่ในงบดุล หากไม่มีรายการอื่นมาเกี่ยวข้อง จำนวนค่าเสื่อมราคาสะสมที่เพิ่มขึ้นจะต้องเท่ากับค่าเสื่อมราคาประจำปีที่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนพอดี แต่ถ้ากรณีผลต่างของค่าเสื่อมราคาสะสมในงบดุล ไม่เท่ากับค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุนแสดงว่าอาจมีการซื้อหรือขายสินทรัพย์ถาวรในงวดบัญชีนี้ ดังนั้นจึงต้องหาการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวรใหม่ ใช้สูตรต่อไปนี้ สินทรัพย์ถาวรสุทธิปลายงวด XX บวก ค่าเสื่อมราคา XX XX หัก สินทรัพย์ถาวรต้นงวด XX การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวร XX ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นบวกแสดงว่ามีการซื้อสินทรัพย์ถาวร จึงเป็นเงินสดจ่าย ถ้าผลลัพธ์ที่ได้ติดลบ แสดงว่าขายสินทรัพย์ถาวรจึงเป็นเงินสดรับ 2. จำแนกรายการเข้ากิจกรรมหลัก 3 กิจกรรมในงบกระแสเงินสด แนวทางเบื้องต้นในการพิจารณาจัดสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้นเข้ากิจกรรม สรุปได้ดังนี้ กิจกรรมดำเนินงาน - สินทรัพย์หมุนเวียน (ยกเว้น เงินสดและเงินลงทุน ระยะสั้น)กิจกรรมลงทุน - หนี้สินหมุนเวียน (ยกเว้น ตั๋วเงินจ่ายและเงินกู้ ระยะสั้น)กิจกรรมลงทุน - เงินลงทุนระยะสั้น - เงินลงทุนระยะยาว - ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ - สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นกิจกรรมจัดหาเงิน - หนี้สิน ได้แก่ ตั๋วเงินจ่าย เงินกู้ระยะสั้น เงินกู้ ระยะยาวและหุ้นกู้ เป็นต้น - ส่วนของผู้ถือหุ้น - เงินปันผลจ่าย

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ข่าว ปชส.ศรย.ฉบับที่๗/๒๕๕๔

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายจักรี สุจริตธรรม ผู้ตรวจราชการเขต ๑๐,๑๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น และให้เกียรติเป็นประธานพิธีกล่าวเปิด หลักสูตร “งานผลิตภัณฑ์ยางแห้งเบื้องต้น” สำหรับกลุ่มผู้นำสถาบันเกษตรกร ให้แก่ผู้นำสถาบันเกษตรกร รุ่นที่ ๓ ณ โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และช่วงบ่ายได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมติดตามงานหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดขอนแก่น ณ สกย.จ.ขอนแก่น ในการนี้ผู้ตรวจราชการฯ ได้เสนอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น เสนอโครงการเพิ่มศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ใน ศูนย์เรียนรู้ยางพารา อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น จำนวน ๑ ศูนย์







ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯนายจักรี สุจริตธรรม เยี่ยม ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จ.ขอนแก่น

และตรวจเยี่ยมโรงงานต้นแบบฯ




ช่วงบ่ายวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ผู้ตรวจจักรีฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ห้องประชุม สกย.จ.ขอนแก่น




อบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางแห้ง




ใบประกาศผู้ผ่านการฝึกอบรมฯ



กิจกรรมในศูนย์เรียนรู้ยางพารา สกย.จ.ขอนแก่น

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ศูนย์เรียนรู้ยางพาราจังหวัดขอนแก่น โดยพนักงานและลูกจ้าง ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้หน้าศูนย์เรียนรู้ยางพารา และได้จัดกิจกรรม "วันสปอร์ตเดย์" เพื่อเป็นการออกกำลังเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานและลูกจ้าง ต่อจากนั้นในช่วงค่ำได้จัดงาน "วันเปิดกรีดยางพารา ประจำปี ๒๕๕๔" ด้วย






ปลูกต้นคูน ด้านหน้าศูนย์เรียนรู้



สปอร์ตเดย์ ทุกวันพุธในศูนย์เรียนรู้



จัดงานวันเปิดกรีด ร่วมสังสรรค์ระหว่างลูกจ้างกรีดยางและพนักงาน ในงาน "วันเปิดกรีดยางพารา ปี๒๕๕๔"


เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายกิติศักดิ์ คงธนไพศาลโสภณเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม จังหวัดขอนแก่น ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการอบรม หลักสูตร “งานผลิตภัณฑ์ยางแห้งเบื้องต้น” สำหรับกลุ่มผู้นำสถาบันเกษตรกร รุ่นที่ ๔ ณ โรงงานต้นแบบอุสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเกษตรกร ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น





เลขาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติมาเปิดอบรมเกษตรกรฯ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔

หน้าที่ของการบริหาร (Function of Management)

การจำแนกหน้าที่การบริหารของผู้บริหารนั้น ได้มีนักวิชาการจำแนกเอาไว้หลายท่าน ที่น่าสนใจ ดังนี้ ลูเธอร์ กูลวิลด์ (Luther Gulick) ได้จำแนกหน้าที่ของการบริการเอาไว้ 7 ประการ ที่เรียกว่าเป็นแบบการบริหาร คือ “POSDCORB MODELS” ซึ่งประกอบด้วย ดังนี้

P คือ Planning หมายถึง การวางแผน
O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์การ
S คือ Staffing หมายถึง การจัดคนเข้าทำงาน
D คือ Directing หมายถึง การสั่งการ
Co คือ Co-ordination หมายถึง การประสานงาน
R คือ Reporting หมายถึง การรายงาน
B คือ Budgeting หมายถึง การจัดทำงบประมาณ
เฮนรี่ ฟาโย (Henri Fayol) วิศวกรชาวฝรั่งเศส เกิดในปี ค.ศ. 1841 ในระหว่างเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ บริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งในปี ค.ศ. 1888-1918 ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คือ General And Industrial Management เป็นหนังสือหลักบริหาร ซึ่งในหนังสือนั้นได้จำแนกหน้าที่ของนักบริหารเอาไว้ 5 ประการ หรือที่เรียกว่า หลักการบริหารแบบ POCCC ดังนี้

P คือ Planning หมายถึง การวางแผน
O คือ Organizing หมายถึง การจัดการองค์การ
C คือ Commanding หมายถึง การบังคับบัญชา
C คือ Co-ordinating หมายถึง การประสานงาน
C คือ Controlling หมายถึง การควบคุม
เออเนสย์ เดลล์ (Ernest Dale) ได้จำแนกหน้าที่ของผู้บริหารเอาไว้ 7 ประการ และการบริหารตามแนวคิดของ เดลล์ นั้นนิยมนำไปบริหารวงการธุรกิจ (Business Administration) เป็นอย่างมาก การบริหารของเดลล์นั้นใช้หลักการบริหาร POSDCIR ดังนี้

P คือ Planning หมายถึง การวางแผน
O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์การ
S คือ Staffing หมายถึง การจัดคนเข้าทำงาน
D คือ Directing หมายถึง การสั่งการ
C คือ Controlling หมายถึง การควบคุม
I คือ Innovation หมายถึง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่
R คือ Representation หมายถึง การเป็นตัวแทน
ฮาลอร์ด ดี. คูลย์ (Haroled D.Knootz) ได้จำแนกหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติของนักบริหาร เอาไว้เป็นกระบวนการ ดังนี้ (อ้างจาก พรรณี ประเสริฐวงษ์ และวีรนารถ มานะกิจ, 2533 : 4)
1. การวางแผน (Planning)
2. การจัดองค์การ (Organizing)
3. การรับคนเข้าทำงาน (Staffing)
4. การสั่งการ (Directing)
5. การควบคุม (Controlling)

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยางพันธุ์ใหม่ "RRIT 408"

ยางพันธุ์ใหม่ "RRIT 408" ผลงานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จุดเด่น ปลูกง่าย โตไว ให้ปริมาณน้ำยางสูง เฉลี่ย 352 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี มากกว่า RRIM 600 ถึงร้อยละ 62 ค่อนข้างต้านทานต่อใบร่วงไฟทอฟธอรา,ใบจุดก้างปลา ต้านทานปานกลางต่อราแป้ง,ใบจุดคอลเลโทตริกัม, โรคเส้นดำ และราสีชมพู ที่สำคัญ ทนความแห้งแล้งได้ดี ต้านทานลม ปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน เปิดตัวแล้วในงาน "111 ปีแห่งการเรียนรู้ยางพาราไทย" โดยสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง

"ในวันงานเราจะแจกกิ่งพันธุ์ยาง RRIT 408 นี้ด้วย โดยจะแจกคนละ 3 กิ่ง เฉพาะผู้ประกอบการผลิตกิ่งตาขาย เพื่อให้นำไปทดลองติดตาดู เพราะคนกลุ่มนี้จะชำนาญการติดตาอยู่แล้ว คือในวันนั้นเราตั้งใจจะเปิดตัวยางพันธุ์ RRIT 408 นี้ด้วย"

สุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เผยถึงกล้ายางพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่เป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยางที่จะนำมาเปิดตัวในวันงาน "111 ปีแห่งการเรียนรู้ยางพาราไทย" ซึ่งยางพันธุ์นี้กรมวิชาการเกษตร โดยสถาบันวิจัยยางใช้เวลากว่า 25 ปีในการทดสอบสายพันธุ์ที่ผ่านแปลงทดลองตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเปิดกรีดและขณะนี้ได้เปิดกรีดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ แปลงทดลองของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา ซึ่งผลผลิตน้ำยางดีมาก และเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกในภาคอีสานต่อไป เนื่องจากยางพาราสายพันธุ์นี้ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ที่สำคัญสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพันธุ์อื่น

สุจินต์ ระบุอีกว่า สำหรับการเลือกพันธุ์ยางปลูกในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน เพราะยางแต่ละพันธุ์มีความเหมาะสมต่างกัน ในพื้นที่ปลูกที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก หรือพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคอีสาน เหนือและกลาง ซึ่งเจ้าของสวนยางจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางหรือเนื้อไม้ หรือทั้งน้ำยางและเนื้อไม้เพื่อจะได้เลือกพันธุ์ยางได้ถูกต้องและได้ผลตอบแทนตามที่หวัง

"บางครั้งระดับน้ำในดินมีผลต่อการทำงานของรากยางด้วย อย่างพันธุ์ RRIT 251 และอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ไม่เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่มีระดับน้ำใต้ดินตื้น แต่บางพันธุ์สามารถปลูกได้ดีเช่น บีพีเอ็ม (BPM) 24 หรืออย่างโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา ยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 มักจะมีปัญหา แต่พันธุ์พีบี (PB) 255 กลับมีความต้านทานได้ดีกว่า แม้ผลผลิตน้ำยางจะน้อยกว่าอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ก็ตาม"

จากอดีตจนปัจจุบันมียางหลายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยยางส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยแต่ละสายพันธุ์จะมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ปลูกหรือเจ้าของสวนยางว่าจะเน้นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางเป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้เป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ทั้งน้ำยางและเนื้อไม้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะเหมาะกับพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกันไปด้วย

"พันธุ์ยาง RRIT408 นี่ เราใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์นานถึง 25 ปี โดยพัฒนามาจากพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 หรือ RRIT402 หลังได้ต้นพันธุ์มาแล้วก็ต้องทดลองปลูกในแปลงทดลอง ก็ประมาณ 15 ปี กว่าจะโตเปิดกรีดได้ก็ใช้เวลาอีก 6 ปีรวมแล้วก็ 25 ปีเต็ม ต้องบอกก่อนว่าการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ยางนั้นไม่เหมือนพืชชนิดอื่น เพราะต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าจะได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี จึงจะเห็นผล" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางกล่าวย้ำ

ยางพันธุ์ "RRIT408" นับเป็นอีกก้าวของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรในการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราให้มีคุณภาพดี ก่อนจะนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป

ข้อมูลจาก "สุรัตน์ อัตตะ" หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2554

ข่าวประชาสัมพันธ์ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา ฉบับที่ ๖/๒๕๕๔




ศูนย์เรียนรู้ยางพารา สกย.จ.ขอนแก่น ส่งวิทยากรมืออาชีพไปช่วย ฝึกอบรมเกษตรกร หลักสูตร“เทคนิคกรีดยาง” แก่ศปจ.อุตรดิตถ์/สกย.จ.แพร่
เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา สกย.จ.ขอนแก่น ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดอุตรดิตถ์ สกย.จ.แพร่ อบรมเกษตรกรหลักสูตร “เทคนิคการกรีดยาง” ณ บ้านปางหมิ่น ม.๑๑ ต.น้ำหมัน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยมีเกษตรเข้ารับการอบรม ๓๒ คน

กิจกรรมในศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น
ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง” รุ่นที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา อ.เขาสวนกวาง มีเกษตรกรโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้ฯ(ล้านไร่) จาก อ.น้ำพอง อ.อุบลรัตน์ และ อ.กระนวน เข้าร่วมอบรมจำนวน ๔๒ คน โดยได้รับเกียรติจาก นายประดิษฐ์ ธีระปฐวี เกษตรอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ในการนี้มีนาย Stephen Punker ชาวเบลเยี่ยมพร้อมภรรยาชาวน้ำพอง สนใจเข้าเยี่ยมชมการฝึกอบรม พร้อมขอข้อมูลวิธีการปลูกสร้างสวนยาง และผลตอบแทนจากการลงทุนปลูกยางพาราด้วย

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะครูยางจำนวน ๓๐ คนจาก จ.ชัยภูมิ ในความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดชัยภูมิ/ สกย.จ.นครราชสีมา เข้าเยี่ยมชมทัศนศึกษากิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์เรียนรู้ยางพารา อาทิ เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน แปลงผลิตกิ่งตายางพันธุ์ดี การกรีดยางและการทำยางแผ่นชั้นดี และโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเกษตรกร ในการนี้คณะครูยางฯ ให้ความสนใจในการขยายพันธุ์ยาง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเบื้องต้นเป็นพิเศษ ที่พิเศษสุดคือครูยางได้ลงมือทดลองทำการแปรรูปยางคอมปาวด์เป็นไม้กวาดน้ำยาง และยางรองพื้นในรถยนต์ด้วย โดยมี นายโกศล บุญคง หัวหน้าศูนย์เรียนรู้ยางพารา พร้อมคณะพนักงาน ให้การต้อนรับและบรรยายกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์เรียนรู้ยางพาราอย่างเป็นกันเอง

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามลงทุนปลูกและแปรรูปยางในลาวเพื่อส่งออก


เวียงจันทน์ 10 มี.ค.- บริษัทยางเวียดนามจะลงทุนมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,500 ล้านบาท) ปลูกต้นยางพาราและสร้างโรงงานแปรรูปยางแผ่นสำหรับส่งออก

เว็บไซต์เบอร์นามาของมาเลเซียอ้างสำนักข่าวเคพีแอลของทางการลาว ว่า นายเหงียน ง็อก เง็น รองกรรมการบริษัทยางพาราดั๊กลักของเวียดนามเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าได้ปลูกต้นยางพาราในลาวแล้วเกือบ 56,250 ไร่นับตั้งแต่ปี 2548 และจะขยายพื้นที่ปลูกต่อไปอีกในอนาคต ส่วนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางคาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปีนี้ และจะส่งออกยางแผ่นได้ภายในสิ้นปีนี้ โรงงานนี้ตั้งอยู่ที่แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้สุดของลาว ติดกับชายแดนไทยและกัมพูชา มีกำลังผลิตปีละ 6,000 ตัน บริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานเพิ่มอีก 2 โรงทางตอนใต้ของลาว มีกำลังผลิตรวมกันปีละ 6,000-10,000 ตัน

นายเหงียนอ้างการประเมินของสมาคมยางพาราเวียดนามว่า ความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะสูงไปจนถึงปี 2558 เพราะข้อมูลของสมาคมยางพาราโลกชี้ว่า ทั่วโลกใช้ยางพาราเฉลี่ยคนละ 5 กิโลกรัม แต่ผลิตรองรับได้เพียงคนละ 2 กิโลกรัม ตลาดจึงยังมีความต้องการสูงมาก บริษัทจะเล็งส่งออกยางแผ่นไปยังสหรัฐ ยุโรปและชาติตะวันตก

ที่มา : สำนักข่าวไทย (วันที่ 10 มีนาคม 2554)

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ศรย.ฝึกอบรมกรีดยาง






ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น ได้จัดอบรมหลักสูตร "การพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง" มีเกษตรกรชาวสวนยางตามโครการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้ฯ (ล้านไร่) จาก อ.ภูผาม่าน อ.สีชมภู อ.บ้านไผ่ เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น ๓๖ คนมีการพักอยู่ในศูนย์ ตลอดการฝึกอบรม ได้รับการฝึกกรีดในแปลงจริง และสาธิตการทำยางแผ่นชั้นดีด้วย ทุกคนประทับใจเพราะเป็นการฝึกเพื่อไปใช้ในสวนตัวเองจริงๆ