ปุ๋ยสังตัด : แก้ปัญหาปุ๋ยแพงที่ต้นเหตุ
ปุ๋ย คือ อะไร
ปุ๋ย คือ วัสดุที่มีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบ หรือสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดธาตุอาหารพืชเมื่อใส่ลงไปในดินแล้วจะปลดปล่อยหรือสังเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช
ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
(1) ปุ๋ยเคมี คือ สารประกอบอนินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตทางเคมี
(2) ปุ๋ยอินทรีย์ คือ สารประกอบที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ผ่านกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์มี ปริมาณ เอ็น-พี-เค โดยเฉลี่ยร้อยละ 2-1-1 ตามลำดับ
(3) ปุ๋ยชีวภาพ คือ จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชให้มาอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้
(4) ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้อุณหภูมิสูงฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นนำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยชีวภาพมาผสม และหมักต่อไปจนกระทั่งจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปมีปริมาณคงที่ ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในประเทศไทย
ปุ๋ยสั่งตัดคืออะไร
ดินที่ใช้ปลูกพืชประเทศไทยมีมากกว่า 200 ชุดดิน มักตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบครั้งแรก เช่น ชุดดินบางกอก อยุธยา รังสิต ปากช่อง ฯลฯ แต่ละชุดดินมีศักยภาพ (พลัง) และข้อจำกัดในการปลูกพืชแตกต่างกัน
ปุ๋ยสั่งตัด คือการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะที่พื้นที่ โดยการนำข้อมูลชุดดินและข้อมูล เอ็น-พี-เค ในดิน มากำหนดสูตรปุ๋ยและปริมาณปุ๋ยสำหรับการปลูกพืช จึงเป็น “การใช้ปุ๋ยที่เหมาะกับดินและพืช” หมายเหตุ:
โดย ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์
มูลนิธีพลังนิเวศและชุมชน
ต้นกล้ากรุ๊ป เป็นเว็บบล็อกที่พูดถึงความรู้ใหม่ๆ หรือเก่าแต่นำมารีวิวใหม่ หรือปัญหาที่พบจากการปฏิบัติจริงมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะเรื่องการปลูกยางพารา การอนุรักษ์หรือฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการเกษตรเชิงอนุรักษ์ เช่นการปลูกพืชคลุมดิน(cover crops) organic agriculture รวมถึงการปลูกต้นไม้ทดแทน
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ม.เกษตรพัฒนาโปรแกรม ให้ชาวนายุคใหม่ได้สั่งสูตรปุ๋ยผ่าน SMS
ม.เกษตรพัฒนาโปรแกรม ให้ชาวนายุคใหม่ได้สั่งสูตรปุ๋ยผ่าน SMS
ชาวนาไทยกำลังจะได้สั่งตัด “ปุ๋ย” ลงนาข้าวผ่าน “เอสเอ็มเอส” แล้ว! โดยเรื่องนี้กำลังจะเป็นเรื่องจริง ไม่ได้โกหกหรือจำสลับกันกับการสั่งตัดเสื้อผ้าอย่างเคยๆ โปรแกรมนี้ใช้งานได้จริงแล้วในรั้วเกษตรศาสตร์ บางเขน ต่อไปชาวนาไทยสามารถหาสูตรปุ๋ยธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมกับที่นาตัวเองได้แบบทันใจ และใช้ปุ๋ยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในยุคข้าวราคาแพงด้วย ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัยเชี่ยวชาญเฉพาะการประมวลผลภาษาธรรมชาติและเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ขณะนี้ได้มีการพัฒนาโปรแกรม “1 2 3–ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” (Fertilizer Expert System) ขึ้น เพื่อให้บริการสั่งตัดปุ๋ยที่เหมาะสมกับแปลงปลูกข้าวแต่ละแปลงของชาวนาไทย โปรแกรมดังกล่าวเกิดจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเกษตรจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตลอดจนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ไว้ด้วยกัน รวมถึงระบบคำนวณสูตรปุ๋ยจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และโปรแกรมเชื่อมต่อบริการส่งข้อความสั้นของโทรศัพท์มือถือ (เอสเอ็มเอส) ที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน “ปุ๋ยสั่งตัดคือปุ๋ยที่มีสูตรที่เหมาะสมกับพืช ชนิดดิน และค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมในดินจริงๆ เปรียบเหมือนกับเสื้อสั่งตัดที่พอดีตัว ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่าและประหยัดกว่า ซึ่งดีกว่าสูตรปุ๋ยที่ขายกันตามท้องตลาดที่เปรียบเหมือนกับเสื้อโหล” นักวิจัยกล่าว ดร.อัศนีย์ บอกด้วยว่า โปรแกรม “1 2 3 –ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” มีขั้นตอนการทำงานโดยเกษตรกรต้องไปลงทะเบียนประวัติส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์มือถือ และพื้นที่ที่ใช้ในการทำการเกษตรเพื่อลงบันทึกในฐานข้อมูลของระบบก่อน จากนั้นก่อนเริ่มปลูกข้าว เกษตรกรต้องส่งข้อความสั้นเพื่อแจ้งผลการสำรวจค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม (N-P-K) ที่ได้จากการวิเคราะห์โดยชุดตรวจ (NPK test kit) หรือจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ให้ระบบรับทราบ ถัดจากนั้น ระบบจะคำนวณสูตรปุ๋ยให้โดยอัตโนมัติและตอบกลับข้อความของเกษตรกรในทันที โดยรวมถึงคำแนะนำปริมาณการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง และประมาณการณ์ผลผลิตต่อไร่ที่คาดว่าน่าจะได้รับด้วย จึงอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรที่ต้องเดินทางไปขอคำแนะนำจากศูนย์เรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ สำหรับวิธีส่งข้อความสั่งตัดปุ๋ยทำได้โดยการส่งข้อความสั้นแสดงปริมาณค่าธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียมตามลำดับไปยังหมายเลขที่จะมีการเปิดให้บริการในอนาคต โดยใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษแสดงค่า 5 ระดับคือ vl หมายถึง “น้อยมาก” l หมายถึง “น้อย” m หมายถึง “ปานกลาง” h หมายถึง “สูง” และ vh หมายถึง “สูงมาก” ตัวอย่างข้อความเช่น “vl m h” หมายถึง ดินมีไนโตรเจนต่ำมาก มีฟอสฟอรัสปานกลาง และมีโปแตสเซียมสูง โดยต่อไปยังจะได้หารือถึงการเปลี่ยนตัวย่อให้เป็นภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้งานอย่างสะดวกมากขึ้นด้วย “ตัวโปรแกรมได้รับการพัฒนาเสร็จแล้วจึงอยู่ที่การนำไปใช้โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจำเป็นต้องหาเจ้าภาพระดับท้องถิ่นให้ได้ว่าจะมีหน่วยงานใดรับไปขยายผลจริงกับเกษตรกร ระยะแรกต้องสร้างฐานข้อมูลดินขึ้นมาก่อน" นักวิจัยระบุ แต่หากได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและกรมพัฒนาที่ดินด้วย ก็จะทำให้ได้แผนที่ดินที่ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีดินประเภทใดจากกว่า 200 ชุดดินทั่วประเทศ จึงลดขั้นตอนส่วนนี้ลงได้ ส่วนข้อดีของปุ๋ยสั่งตัด ดร.อัศนีย์ บอกว่า ปุ๋ยสั่งตัดจะลดการใช้ปุ๋ยเกินจำเป็นได้ถึง 740 บาท/ไร่ และจะช่วยประหยัดได้ถึง 11,100 ล้านบาท/ปีในพื้นที่ปลูกข้าว 15 ล้านไร่ในเขตชลประทานของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการถนอมสุขภาพของชาวนาจากผลกระทบของสารเคมีการเกษตร โดยต่อไปยังสามารถขยายผลไปใช้กับพืชตัวอื่นๆ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และยางพาราได้ด้วย ทั้งนี้ ดร.อัศนีย์ได้แถลงข่าวเปิดตัวโปรแกรม “1 2 3 –ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” เมื่อวันที่ 22 เม.ย.51 ในงาน “ทางรอดของชาวนาไทยในยุคปุ๋ยแพง” ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน.
โดย sutatip
ชาวนาไทยกำลังจะได้สั่งตัด “ปุ๋ย” ลงนาข้าวผ่าน “เอสเอ็มเอส” แล้ว! โดยเรื่องนี้กำลังจะเป็นเรื่องจริง ไม่ได้โกหกหรือจำสลับกันกับการสั่งตัดเสื้อผ้าอย่างเคยๆ โปรแกรมนี้ใช้งานได้จริงแล้วในรั้วเกษตรศาสตร์ บางเขน ต่อไปชาวนาไทยสามารถหาสูตรปุ๋ยธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมกับที่นาตัวเองได้แบบทันใจ และใช้ปุ๋ยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในยุคข้าวราคาแพงด้วย ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัยเชี่ยวชาญเฉพาะการประมวลผลภาษาธรรมชาติและเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ขณะนี้ได้มีการพัฒนาโปรแกรม “1 2 3–ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” (Fertilizer Expert System) ขึ้น เพื่อให้บริการสั่งตัดปุ๋ยที่เหมาะสมกับแปลงปลูกข้าวแต่ละแปลงของชาวนาไทย โปรแกรมดังกล่าวเกิดจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเกษตรจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตลอดจนองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ไว้ด้วยกัน รวมถึงระบบคำนวณสูตรปุ๋ยจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และโปรแกรมเชื่อมต่อบริการส่งข้อความสั้นของโทรศัพท์มือถือ (เอสเอ็มเอส) ที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน “ปุ๋ยสั่งตัดคือปุ๋ยที่มีสูตรที่เหมาะสมกับพืช ชนิดดิน และค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมในดินจริงๆ เปรียบเหมือนกับเสื้อสั่งตัดที่พอดีตัว ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่าและประหยัดกว่า ซึ่งดีกว่าสูตรปุ๋ยที่ขายกันตามท้องตลาดที่เปรียบเหมือนกับเสื้อโหล” นักวิจัยกล่าว ดร.อัศนีย์ บอกด้วยว่า โปรแกรม “1 2 3 –ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” มีขั้นตอนการทำงานโดยเกษตรกรต้องไปลงทะเบียนประวัติส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์มือถือ และพื้นที่ที่ใช้ในการทำการเกษตรเพื่อลงบันทึกในฐานข้อมูลของระบบก่อน จากนั้นก่อนเริ่มปลูกข้าว เกษตรกรต้องส่งข้อความสั้นเพื่อแจ้งผลการสำรวจค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม (N-P-K) ที่ได้จากการวิเคราะห์โดยชุดตรวจ (NPK test kit) หรือจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ให้ระบบรับทราบ ถัดจากนั้น ระบบจะคำนวณสูตรปุ๋ยให้โดยอัตโนมัติและตอบกลับข้อความของเกษตรกรในทันที โดยรวมถึงคำแนะนำปริมาณการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง และประมาณการณ์ผลผลิตต่อไร่ที่คาดว่าน่าจะได้รับด้วย จึงอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรที่ต้องเดินทางไปขอคำแนะนำจากศูนย์เรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ สำหรับวิธีส่งข้อความสั่งตัดปุ๋ยทำได้โดยการส่งข้อความสั้นแสดงปริมาณค่าธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียมตามลำดับไปยังหมายเลขที่จะมีการเปิดให้บริการในอนาคต โดยใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษแสดงค่า 5 ระดับคือ vl หมายถึง “น้อยมาก” l หมายถึง “น้อย” m หมายถึง “ปานกลาง” h หมายถึง “สูง” และ vh หมายถึง “สูงมาก” ตัวอย่างข้อความเช่น “vl m h” หมายถึง ดินมีไนโตรเจนต่ำมาก มีฟอสฟอรัสปานกลาง และมีโปแตสเซียมสูง โดยต่อไปยังจะได้หารือถึงการเปลี่ยนตัวย่อให้เป็นภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้งานอย่างสะดวกมากขึ้นด้วย “ตัวโปรแกรมได้รับการพัฒนาเสร็จแล้วจึงอยู่ที่การนำไปใช้โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจำเป็นต้องหาเจ้าภาพระดับท้องถิ่นให้ได้ว่าจะมีหน่วยงานใดรับไปขยายผลจริงกับเกษตรกร ระยะแรกต้องสร้างฐานข้อมูลดินขึ้นมาก่อน" นักวิจัยระบุ แต่หากได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและกรมพัฒนาที่ดินด้วย ก็จะทำให้ได้แผนที่ดินที่ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีดินประเภทใดจากกว่า 200 ชุดดินทั่วประเทศ จึงลดขั้นตอนส่วนนี้ลงได้ ส่วนข้อดีของปุ๋ยสั่งตัด ดร.อัศนีย์ บอกว่า ปุ๋ยสั่งตัดจะลดการใช้ปุ๋ยเกินจำเป็นได้ถึง 740 บาท/ไร่ และจะช่วยประหยัดได้ถึง 11,100 ล้านบาท/ปีในพื้นที่ปลูกข้าว 15 ล้านไร่ในเขตชลประทานของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการถนอมสุขภาพของชาวนาจากผลกระทบของสารเคมีการเกษตร โดยต่อไปยังสามารถขยายผลไปใช้กับพืชตัวอื่นๆ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และยางพาราได้ด้วย ทั้งนี้ ดร.อัศนีย์ได้แถลงข่าวเปิดตัวโปรแกรม “1 2 3 –ปุ๋ยสั่งตัด-ผ่านมือถือ” เมื่อวันที่ 22 เม.ย.51 ในงาน “ทางรอดของชาวนาไทยในยุคปุ๋ยแพง” ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน.
โดย sutatip
ข่าวสัมมนาปุ๋ยสั่งตัดพัฒนาเกษตรไทย วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ม.เกษตรฯ
ปุ๋ยสั่งตัดพัฒนาเกษตรไทย [27 พ.ค. 51 - 17:51]
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว...ผมเคยพูดถึง ปุ๋ยสั่งตัด อันเป็นศัพท์ที่ ศ.ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันท์ อาจารย์ภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมา...ด้วยการเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ ก็เสมือนกับใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ยังไงๆมันก็ของโหล ไม่เหมือนกับการใส่เสื้อผ้าที่สั่งตัดซึ่ง ช่างจะตัดเย็บให้พอดิบพอดี ตรงไหนยื่นตรงไหนเว้า ใส่แล้วสบายๆและประหยัดไม่ต้องยัดซิลิโคนให้ต้องเต็มคัพเต็มเต้า (อันเดอร์แวร์)
สั่งตัด...คำนี้อีกความหมายหนึ่งคือ อะไรที่มันล้นมันเกินให้ตัดออก อย่างเช่นในเนื้อดิน ที่ทำการเกษตรนั้นมันมีธาตุที่มีคุณค่าต่อการเจริญเติบโตของต้นพืชมากน้อยแค่ไหน คือ ถ้ามันมีพอเพียงแล้วก็ไม่ต้องใส่ไม่ต้องเติมเข้าไป...จึง สั่งตัดออก อะไรเทือกนั้นทีนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดินแต่ละแหล่งนั้นมีความเข้มของธาตุที่ต้น พืชต้องการมากน้อยแค่ไหน หากจะให้เกษตรกรขุดดินขึ้นมาชิมดูก็คงไม่มีใคร จะปราชญ์เปรื่องทำเช่นนั้น ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันท์ ซึ่งท่านได้คลุกคลี อยู่กับศาสตร์นี้หลายทศวรรษ มีวิธีการพิสูจน์อย่างง่ายๆ (เพียง 5 นาทีก็รู้ผล)...ด้วย ศาสตร์ และ ความรู้ นี้...มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ สมาคมสื่อมวลชนเกษตร แห่งประเทศไทย มีความตระหนักจึงร่วมกัน จัดกิจกรรมถ่ายทอด ด้วยการจัดประชุมสัมมนา ขึ้น ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคาร 50 ปี มก.ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 โดยให้ชื่อว่า ปุ๋ยสั่งตัดพัฒนาเกษตรไทยการ สัมมนาในครั้งนี้นำเอาวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ จริงๆมาถ่ายทอดความรู้ อย่าง อาจารย์ทัศนีย์ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ศ.ดร.สันทัด โรจน์สุนทร การันตีด้วยตำแหน่งนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ถือว่าต้องอยู่กับปุ๋ยแน่นอนอีกท่านคือ คุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก.ซึ่งท่านได้ เอาวิธีการของปุ๋ยสั่งตัดให้สมาชิก ส.ป.ก.ทั่วราชอาณาจักรนำไปใช้.... แล้วได้ผลเป็นอย่างไรก็จะมาบอกกล่าวให้ได้ทราบกันและงานนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจริงๆ ขนาดครูที่เกษียณอายุราชการจาก มก.ไป 10 กว่าปีแล้วยังมาเป็นวิทยากรให้ อย่างเช่น ศ.ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ เมธีวิจัย คุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาปัญหาราคาปุ๋ย และ คุณเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ก็มาร่วมด้วยตบท้ายด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ซึ่งกำลังเป๋เรื่องทำนาค้าข้าว จะมาบอกถึง นโยบายการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมี ที่ขาดแคลน และปิดการสัมมนา8 ชั่วโมงในการสัมมนาครั้งนี้จัดเป็น วิทยาทาน...แถมเอกสารกลับไปอ่านที่บ้าน ข้าวเที่ยง เครื่องดื่ม อาหารว่าง ทุกอย่างฟรี...สนใจจองที่นั่ง โทร. 0-2940-5425-6 เวลาราชการ ด่วนเพราะจำนวนจำกัด.
ดอกสะแบง “ไทยรัฐ”
เกษตรกรยุคใหม่ - สัมมนา "ปุ๋ยสั่งตัด"
ในยุคปุ๋ยแพงแบบวันนี้ ทำให้เกิดกระแสหลายอย่างขึ้นมา อย่างเช่น ความพยายามลดการใช้ปุ๋ยเคมีไปจนถึงการผลักดันให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งเหมือนกับเค้กก้อนใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นและพยายามเข้ามาครองความเป็นเจ้าของ
จึงเป็นช่วงที่เอาผลงานต่างๆ ในอดีตมาปัดฝุ่นเสนอขายใหม่ มีทั้งแบบที่ล้าสมัยไปแล้วและใช้ใม่ได้ในยุคปัจจุบัน ไปจนถึงความเก่าที่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อแล้วก็พยายามเอามาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้บรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งหลายเคลิบเคลิ้มหลงเชื่อไปกับข้อมูลเหล่านั้น ในที่สุดผลที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรก็น่าจะเหมือนเดิม หรือหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ความจริงเรื่องนี้จะไปว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นโดยตรงก็อาจไม่ค่อยยุติธรรมนัก เพราะว่าบรรดาหัวหน้าหน่วยงานเหล่านั้นไม่ได้เคยมองไว้ล่วงหน้าก่อนว่าควรดักรออนาคตอย่างไร จึงไม่ได้เตรียมการรับมือไว้เลย พอถึงเวลามีปัญหาเกิดขึ้นจึงต้องเอาของเก่ามาปัดฝุ่นขายอย่างที่เห็นกันอยู่ ดังนั้น ทางสมาคมสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวเกษตร จึงร่วมกันจัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ปุ๋ยสั่งตัด" พัฒนาเกษตรไทย ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยใช้ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี ในวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนนี้ ซึ่งเนื้อหาของการประชุมจะมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เริ่มต้นจะบรรยายพิเศษ เรื่อง "นโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีขาดแคลนและมีราคาแพง" หลังจากนั้นมีการอภิปราย 2 เรื่อง คือ ความจำเป็นในการใช้ "ปุ๋ยสั่งตัด" มี ศ.ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านดินและปุ๋ยของเมืองไทย มาให้ความเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของปุ๋ยเคมี รวมทั้งคุณเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช ในฐานะนายกสมาคมค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย จะมาเล่าให้ฟังว่า มุมมองของนักธุกิจในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจปุ๋ยนั้นเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกัน คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย จะมาบอกความรู้สึกว่าชาวนาจะได้ประโยชน์อะไร ส่วนผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรด้วยเช่นกัน ก็คงจะให้ความเห็นว่า ทำไมจึงต้องใช้ปุ๋ยแบบ “สั่งตัด” งานนี้มี คุณเปรม ณ สงขลา ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารเคหะการเกษตร เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และสรุปการอภิปรายโดย ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการขยายผลเรื่องการใช้ปุ๋ยแบบสั่งตัด และที่สำคัญคือเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ขึ้นมา
ช่วงบ่ายจะมีอภิปรายอีกเรื่องหนึ่ง คือ การใช้ "ปุ๋ยสั่งตัด” ในนาข้าว โดย ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ นักวิจัยต้นตำรับและศึกษาเรื่องนี้มานานจนได้ผลออกมาชัดเจน จะมาเล่าถึงประโยชน์ของ "ปุ๋ยสั่งตัด" พร้อมทั้งรับฟังมุมมองของผู้ที่นำผลงานวิจัยนี้ไปขยายลงในแปลงนาจริงจากคุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก. และคุณทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จะมาเล่าให้ฟังถึงผลที่ได้จากการขยายผล รวมถึงเชิญเกษตรกรตัวจริงที่นำผลงานเหล่านี้ไปปฏิบัติตามว่าได้ผลเป็นอย่างไร โดยมี อ.ถวิล สุวรรณมณี เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และ ดร.ประทีป ทำหน้าที่สรุปผลการอภิปรายอีกชั้นหนึ่ง
ใครที่สนใจและอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยแบบ "สั่งตัด" ไปฟังกันได้ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนนี้ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร.0-2940-5425-6 ครับ
พีระเดช ทองอำไพ
ที่มา : คม ชัด ลึก
ย้อนมาเล่าเรื่องการสัมมนาปุ๋ยสั่งตัด พัฒนาเกษตรไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าหลายคนคงจะทราบความเป็นมาและเห็นประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยแบบนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าได้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ในวงกว้าง รวมทั้งผมเองก็ได้เขียนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ยมาหลายครั้งแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากได้พูดคุยกับหลายคน กลับกลายเป็นว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า การใช้ปุ๋ยแบบนี้ก็เหมือนเรื่องเดิมๆ ที่เคยทำกันมาแล้ว คือ เรื่องของการผลักดันให้มีการผสมปุ๋ยใช้เอง เพราะว่าจะประหยัดต้นทุนกว่า และได้สูตรปุ๋ยตามที่ต้องการ แสดงว่าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของปุ๋ยสั่งตัดยังมีน้อยมาก และมองว่าเป็นการเอาของเก่ามาเล่าใหม่หรือปัดฝุ่นตั้งชื่อใหม่ให้ดูน่าสนใจขึ้น ความจริงแล้วเรื่องปุ๋ยสั่งตัด กับเรื่องการผสมปุ๋ยใช้เอง เป็นคนละเรื่องกันเลยครับ
หลักการของการผสมปุ๋ยใช้เอง ก็คือว่า หาแม่ปุ๋ยที่ต้องการมา แล้วมีการคำนวณและผสมให้ได้สูตรตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการผสมปุ๋ย 15-15-15 ไว้ใช้เอง หรือสูตรอื่นๆ ก็ตาม โดยมีเป้าหมายหลักคือ จะได้ปุ๋ยในราคาที่ถูกลง และได้สูตรปุ๋ยตามที่ต้องการ แต่ความจริงแล้วในหลายกรณีการผสมปุ๋ยแบบนี้กลับมีต้นทุนสูงกว่าปุ๋ย 15-15-15 สำเร็จรูปที่วางขายตามตลาด ขึ้นอยู่กับว่าวัตถุดิบที่เอามาทำแม่ปุ๋ยนั้นเป็นอะไรและมาจากที่ใด แต่ว่าหากต้องการปุ๋ยที่มีสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่มีขายเป็นสูตรสำเร็จตามท้องตลาด เช่น 12-9-15 อันนี้ต้องผสมขึ้นมาใช้เองแน่นอนครับ แต่คำถามก็คือว่า สูตร 12-9-15 มีที่มาจากไหน ตรงนี้ต่างหากที่ต้องทำความเข้าใจ
การเลือกว่าจะใช้ปุ๋ยสูตรอะไร ก็ต้องรู้ก่อนว่าในดินมีธาตุอะไรอยู่บ้าง และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด และพืชที่เราปลูกอยู่นั้น มีความต้องการธาตุอาหารแต่ละอย่างมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ ดินของตนเองมีคุณสมบัติอย่างไร ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การกำหนดว่าควรใส่ปุ๋ยอะไร ซึ่งความจริงแล้วถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นแทนที่จะเป็นสูตรปุ๋ย ก็อาจต้องพูดถึงความต้องการไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แต่ละตัวเป็นอย่างไร คือพูดแยกกันเป็นตัวเดี่ยว ๆ ไม่ใช่สูตรผสมเสร็จอย่างที่เคยชินกัน แล้วจึงเลือกใส่ปุ๋ยตามนั้น
การที่จะรู้ว่าดินอย่างหนึ่งเมื่อปลูกข้าวแล้วควรให้ปุ๋ยอะไร เป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะต้องไปศึกษามาก่อนแล้วรวบรวมข้อมูลไว้ ส่วนเกษตรกรทำเพียงแค่ไปวิเคราะห์ดินในพื้นที่ของตัวเองว่ามีธาตุอะไรมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เอามาเทียบกับตารางแนะนำ ก็จะรู้ว่าควรใส่ปุ๋ยอะไรในปริมาณมากน้อยแค่ไหน แต่หากเปลี่ยนเป็นข้าวโพดหรือเปลี่ยนเป็นดินที่อื่น คำแนะนำดังกล่าวก็ย่อมแตกต่างกันออกไป และขั้นสุดท้ายคือ ผสมปุ๋ยไว้ใช้เองตามสูตรที่ต้องการ หรือตามสูตรที่ได้จากคำแนะนำ
ดังนั้น การผสมปุ๋ยใช้เองจึงเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น ซึ่งจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีการวิเคราะห์ดินและมีการศึกษามาก่อนอย่างละเอียดโดยนักวิชาการ การพิจารณาความต้องการใช้ปุ๋ยในดินแต่ละแห่งสำหรับพืชแต่ละอย่างก็เหมือนการวัดขนาดตัวเพื่อตัดเสื้อผ้าให้พอดีแก่ผู้ใส่ จึงเรียกว่าเป็นการให้ปุ๋ยแบบ "สั่งตัด" ซึ่งจะได้ขนาดตรงตามความต้องการ ส่วนการผสมปุ๋ยใช้เองก็เหมือนกับการตัดเสื้อผ้าให้ได้ขนาดที่วัดมาก่อน แต่หากเป็นการตัดโดยไม่มีการวัด ก็เหมือนการตัดเสื้อโหล เพื่อให้ใครเอาไปใช้ก็ได้ จึงมักไม่พอดีหรือไม่ได้ขนาด ซึ่งก็คงสู้วิธีการสั่งตัดไม่ได้ครับ
ที่มา : รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว...ผมเคยพูดถึง ปุ๋ยสั่งตัด อันเป็นศัพท์ที่ ศ.ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันท์ อาจารย์ภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมา...ด้วยการเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ ก็เสมือนกับใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ยังไงๆมันก็ของโหล ไม่เหมือนกับการใส่เสื้อผ้าที่สั่งตัดซึ่ง ช่างจะตัดเย็บให้พอดิบพอดี ตรงไหนยื่นตรงไหนเว้า ใส่แล้วสบายๆและประหยัดไม่ต้องยัดซิลิโคนให้ต้องเต็มคัพเต็มเต้า (อันเดอร์แวร์)
สั่งตัด...คำนี้อีกความหมายหนึ่งคือ อะไรที่มันล้นมันเกินให้ตัดออก อย่างเช่นในเนื้อดิน ที่ทำการเกษตรนั้นมันมีธาตุที่มีคุณค่าต่อการเจริญเติบโตของต้นพืชมากน้อยแค่ไหน คือ ถ้ามันมีพอเพียงแล้วก็ไม่ต้องใส่ไม่ต้องเติมเข้าไป...จึง สั่งตัดออก อะไรเทือกนั้นทีนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดินแต่ละแหล่งนั้นมีความเข้มของธาตุที่ต้น พืชต้องการมากน้อยแค่ไหน หากจะให้เกษตรกรขุดดินขึ้นมาชิมดูก็คงไม่มีใคร จะปราชญ์เปรื่องทำเช่นนั้น ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันท์ ซึ่งท่านได้คลุกคลี อยู่กับศาสตร์นี้หลายทศวรรษ มีวิธีการพิสูจน์อย่างง่ายๆ (เพียง 5 นาทีก็รู้ผล)...ด้วย ศาสตร์ และ ความรู้ นี้...มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ สมาคมสื่อมวลชนเกษตร แห่งประเทศไทย มีความตระหนักจึงร่วมกัน จัดกิจกรรมถ่ายทอด ด้วยการจัดประชุมสัมมนา ขึ้น ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคาร 50 ปี มก.ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 โดยให้ชื่อว่า ปุ๋ยสั่งตัดพัฒนาเกษตรไทยการ สัมมนาในครั้งนี้นำเอาวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ จริงๆมาถ่ายทอดความรู้ อย่าง อาจารย์ทัศนีย์ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ศ.ดร.สันทัด โรจน์สุนทร การันตีด้วยตำแหน่งนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ถือว่าต้องอยู่กับปุ๋ยแน่นอนอีกท่านคือ คุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก.ซึ่งท่านได้ เอาวิธีการของปุ๋ยสั่งตัดให้สมาชิก ส.ป.ก.ทั่วราชอาณาจักรนำไปใช้.... แล้วได้ผลเป็นอย่างไรก็จะมาบอกกล่าวให้ได้ทราบกันและงานนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจริงๆ ขนาดครูที่เกษียณอายุราชการจาก มก.ไป 10 กว่าปีแล้วยังมาเป็นวิทยากรให้ อย่างเช่น ศ.ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ เมธีวิจัย คุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาปัญหาราคาปุ๋ย และ คุณเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ก็มาร่วมด้วยตบท้ายด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ซึ่งกำลังเป๋เรื่องทำนาค้าข้าว จะมาบอกถึง นโยบายการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมี ที่ขาดแคลน และปิดการสัมมนา8 ชั่วโมงในการสัมมนาครั้งนี้จัดเป็น วิทยาทาน...แถมเอกสารกลับไปอ่านที่บ้าน ข้าวเที่ยง เครื่องดื่ม อาหารว่าง ทุกอย่างฟรี...สนใจจองที่นั่ง โทร. 0-2940-5425-6 เวลาราชการ ด่วนเพราะจำนวนจำกัด.
ดอกสะแบง “ไทยรัฐ”
เกษตรกรยุคใหม่ - สัมมนา "ปุ๋ยสั่งตัด"
ในยุคปุ๋ยแพงแบบวันนี้ ทำให้เกิดกระแสหลายอย่างขึ้นมา อย่างเช่น ความพยายามลดการใช้ปุ๋ยเคมีไปจนถึงการผลักดันให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งเหมือนกับเค้กก้อนใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นและพยายามเข้ามาครองความเป็นเจ้าของ
จึงเป็นช่วงที่เอาผลงานต่างๆ ในอดีตมาปัดฝุ่นเสนอขายใหม่ มีทั้งแบบที่ล้าสมัยไปแล้วและใช้ใม่ได้ในยุคปัจจุบัน ไปจนถึงความเก่าที่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อแล้วก็พยายามเอามาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้บรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งหลายเคลิบเคลิ้มหลงเชื่อไปกับข้อมูลเหล่านั้น ในที่สุดผลที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรก็น่าจะเหมือนเดิม หรือหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ความจริงเรื่องนี้จะไปว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นโดยตรงก็อาจไม่ค่อยยุติธรรมนัก เพราะว่าบรรดาหัวหน้าหน่วยงานเหล่านั้นไม่ได้เคยมองไว้ล่วงหน้าก่อนว่าควรดักรออนาคตอย่างไร จึงไม่ได้เตรียมการรับมือไว้เลย พอถึงเวลามีปัญหาเกิดขึ้นจึงต้องเอาของเก่ามาปัดฝุ่นขายอย่างที่เห็นกันอยู่ ดังนั้น ทางสมาคมสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวเกษตร จึงร่วมกันจัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ปุ๋ยสั่งตัด" พัฒนาเกษตรไทย ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยใช้ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี ในวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนนี้ ซึ่งเนื้อหาของการประชุมจะมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เริ่มต้นจะบรรยายพิเศษ เรื่อง "นโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีขาดแคลนและมีราคาแพง" หลังจากนั้นมีการอภิปราย 2 เรื่อง คือ ความจำเป็นในการใช้ "ปุ๋ยสั่งตัด" มี ศ.ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านดินและปุ๋ยของเมืองไทย มาให้ความเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของปุ๋ยเคมี รวมทั้งคุณเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช ในฐานะนายกสมาคมค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย จะมาเล่าให้ฟังว่า มุมมองของนักธุกิจในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจปุ๋ยนั้นเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกัน คุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย จะมาบอกความรู้สึกว่าชาวนาจะได้ประโยชน์อะไร ส่วนผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรด้วยเช่นกัน ก็คงจะให้ความเห็นว่า ทำไมจึงต้องใช้ปุ๋ยแบบ “สั่งตัด” งานนี้มี คุณเปรม ณ สงขลา ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารเคหะการเกษตร เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และสรุปการอภิปรายโดย ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการขยายผลเรื่องการใช้ปุ๋ยแบบสั่งตัด และที่สำคัญคือเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ขึ้นมา
ช่วงบ่ายจะมีอภิปรายอีกเรื่องหนึ่ง คือ การใช้ "ปุ๋ยสั่งตัด” ในนาข้าว โดย ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ นักวิจัยต้นตำรับและศึกษาเรื่องนี้มานานจนได้ผลออกมาชัดเจน จะมาเล่าถึงประโยชน์ของ "ปุ๋ยสั่งตัด" พร้อมทั้งรับฟังมุมมองของผู้ที่นำผลงานวิจัยนี้ไปขยายลงในแปลงนาจริงจากคุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก. และคุณทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จะมาเล่าให้ฟังถึงผลที่ได้จากการขยายผล รวมถึงเชิญเกษตรกรตัวจริงที่นำผลงานเหล่านี้ไปปฏิบัติตามว่าได้ผลเป็นอย่างไร โดยมี อ.ถวิล สุวรรณมณี เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และ ดร.ประทีป ทำหน้าที่สรุปผลการอภิปรายอีกชั้นหนึ่ง
ใครที่สนใจและอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยแบบ "สั่งตัด" ไปฟังกันได้ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนนี้ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร.0-2940-5425-6 ครับ
พีระเดช ทองอำไพ
ที่มา : คม ชัด ลึก
ย้อนมาเล่าเรื่องการสัมมนาปุ๋ยสั่งตัด พัฒนาเกษตรไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าหลายคนคงจะทราบความเป็นมาและเห็นประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยแบบนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าได้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ในวงกว้าง รวมทั้งผมเองก็ได้เขียนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ยมาหลายครั้งแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากได้พูดคุยกับหลายคน กลับกลายเป็นว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า การใช้ปุ๋ยแบบนี้ก็เหมือนเรื่องเดิมๆ ที่เคยทำกันมาแล้ว คือ เรื่องของการผลักดันให้มีการผสมปุ๋ยใช้เอง เพราะว่าจะประหยัดต้นทุนกว่า และได้สูตรปุ๋ยตามที่ต้องการ แสดงว่าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของปุ๋ยสั่งตัดยังมีน้อยมาก และมองว่าเป็นการเอาของเก่ามาเล่าใหม่หรือปัดฝุ่นตั้งชื่อใหม่ให้ดูน่าสนใจขึ้น ความจริงแล้วเรื่องปุ๋ยสั่งตัด กับเรื่องการผสมปุ๋ยใช้เอง เป็นคนละเรื่องกันเลยครับ
หลักการของการผสมปุ๋ยใช้เอง ก็คือว่า หาแม่ปุ๋ยที่ต้องการมา แล้วมีการคำนวณและผสมให้ได้สูตรตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการผสมปุ๋ย 15-15-15 ไว้ใช้เอง หรือสูตรอื่นๆ ก็ตาม โดยมีเป้าหมายหลักคือ จะได้ปุ๋ยในราคาที่ถูกลง และได้สูตรปุ๋ยตามที่ต้องการ แต่ความจริงแล้วในหลายกรณีการผสมปุ๋ยแบบนี้กลับมีต้นทุนสูงกว่าปุ๋ย 15-15-15 สำเร็จรูปที่วางขายตามตลาด ขึ้นอยู่กับว่าวัตถุดิบที่เอามาทำแม่ปุ๋ยนั้นเป็นอะไรและมาจากที่ใด แต่ว่าหากต้องการปุ๋ยที่มีสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่มีขายเป็นสูตรสำเร็จตามท้องตลาด เช่น 12-9-15 อันนี้ต้องผสมขึ้นมาใช้เองแน่นอนครับ แต่คำถามก็คือว่า สูตร 12-9-15 มีที่มาจากไหน ตรงนี้ต่างหากที่ต้องทำความเข้าใจ
การเลือกว่าจะใช้ปุ๋ยสูตรอะไร ก็ต้องรู้ก่อนว่าในดินมีธาตุอะไรอยู่บ้าง และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด และพืชที่เราปลูกอยู่นั้น มีความต้องการธาตุอาหารแต่ละอย่างมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ ดินของตนเองมีคุณสมบัติอย่างไร ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การกำหนดว่าควรใส่ปุ๋ยอะไร ซึ่งความจริงแล้วถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นแทนที่จะเป็นสูตรปุ๋ย ก็อาจต้องพูดถึงความต้องการไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แต่ละตัวเป็นอย่างไร คือพูดแยกกันเป็นตัวเดี่ยว ๆ ไม่ใช่สูตรผสมเสร็จอย่างที่เคยชินกัน แล้วจึงเลือกใส่ปุ๋ยตามนั้น
การที่จะรู้ว่าดินอย่างหนึ่งเมื่อปลูกข้าวแล้วควรให้ปุ๋ยอะไร เป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะต้องไปศึกษามาก่อนแล้วรวบรวมข้อมูลไว้ ส่วนเกษตรกรทำเพียงแค่ไปวิเคราะห์ดินในพื้นที่ของตัวเองว่ามีธาตุอะไรมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เอามาเทียบกับตารางแนะนำ ก็จะรู้ว่าควรใส่ปุ๋ยอะไรในปริมาณมากน้อยแค่ไหน แต่หากเปลี่ยนเป็นข้าวโพดหรือเปลี่ยนเป็นดินที่อื่น คำแนะนำดังกล่าวก็ย่อมแตกต่างกันออกไป และขั้นสุดท้ายคือ ผสมปุ๋ยไว้ใช้เองตามสูตรที่ต้องการ หรือตามสูตรที่ได้จากคำแนะนำ
ดังนั้น การผสมปุ๋ยใช้เองจึงเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น ซึ่งจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีการวิเคราะห์ดินและมีการศึกษามาก่อนอย่างละเอียดโดยนักวิชาการ การพิจารณาความต้องการใช้ปุ๋ยในดินแต่ละแห่งสำหรับพืชแต่ละอย่างก็เหมือนการวัดขนาดตัวเพื่อตัดเสื้อผ้าให้พอดีแก่ผู้ใส่ จึงเรียกว่าเป็นการให้ปุ๋ยแบบ "สั่งตัด" ซึ่งจะได้ขนาดตรงตามความต้องการ ส่วนการผสมปุ๋ยใช้เองก็เหมือนกับการตัดเสื้อผ้าให้ได้ขนาดที่วัดมาก่อน แต่หากเป็นการตัดโดยไม่มีการวัด ก็เหมือนการตัดเสื้อโหล เพื่อให้ใครเอาไปใช้ก็ได้ จึงมักไม่พอดีหรือไม่ได้ขนาด ซึ่งก็คงสู้วิธีการสั่งตัดไม่ได้ครับ
ที่มา : รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ภาครัฐทำอะไรได้บ้างกับปัญหาปุ๋ยแพง
“เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยที่ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพงในขณะนี้ ได้มีข้อสรุปร่วมกัน 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1 การคงโครงสร้างอัตราการกำหนดราคาปุ๋ยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันในสัดส่วนค่าต้นทุนปุ๋ย 95 % ค่าการบริหารจัดการและค่าบรรจุ 5 % นำมารวมกับผลต่างก็คือกำไรอีก 2% เนื่องจากปริมาณปุ๋ยที่นำเข้ามาในแต่ละล๊อตมีจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดผลต่างด้านราคาเพียง 2 % จึงมีความเหมาะสม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยแต่ละล็อตมีจำนวนมาก การคิดผลต่างกำไรอัตรา 2 % นั้น ทั้งสองกระทรวงก็เห็นพ้องกันว่ามีความเหมาะสมแล้ว 2. การพิจารณาในส่วนที่มาของราคาปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การคิดราคาต้นทุน โดยจากการตรวจสอบที่มาของราคาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียสูตร 46 -0 – 0 ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่ต่างกัน อยู่ประมาณ 12,000 บาท/ตัน ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยสูตรอื่น ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นปุ๋ยสูตรที่เกษตรกรใช้เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ พบข้อมูลว่าปุ๋ยทั้งสองสูตรนั้นมีส่วนต่างของที่มา ระหว่างราคาที่ทางกระทรวงเกษตรฯตรวจสอบ กับราคา CIF ในใบอินวอยส์ที่บริษัทผู้นำเข้านำเสนอมีราคาที่ต่างกัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลราคาปุ๋ย ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อหาแนวทางในการเจรจาปรับลดราคาปุ๋ยกับเอกชนผู้นำเข้า โดยจะเร่งดำเนินการหารือร่วมกับเอกชนผู้นำเข้าปุ๋ยโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้คาดว่าจะมีการหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับลดราคาและแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า 3. ทางกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการเช็คสต๊อกปุ๋ยอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาที่ดำเนินการสั่งซื้อ และปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการค้ากำไรปุ๋ยเกินควรหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะสามารถทราบสาเหตุของการที่ทำให้ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเด็นสุดท้าย คือ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเรื่องปุ๋ยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการร่วมกันตรวจสอบปริมาณความต้องการการใช้ปุ๋ยภายในประเทศ และช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยมาก เพื่อป้องกันปุ๋ยขาดตลาด “จากข้อมูลราคาปุ๋ยที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจพบ พบข้อสังเกตว่าราคาปุ๋ยปี 2550 กับปัจจุบันมีความต่างกันมาก จากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในปีผ่านมามีการนำเข้า 4 แสนกว่าตัน ราคาต้นทุนตันละ 8,177 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการ 5% และกำไร 2 % แล้ว ราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาปุ๋ยขายปลีกอยู่ที่ตันละ 17,700 เมื่อนำมาขายให้แก่เกษตรกรอยู่ที่ตันละ 18,000 ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน ส่วนข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปีที่แล้วจำนวน 3.6 แสนตัน เฉลี่ยต้นทุนตันละ 14,517 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการและกำไรจะอยู่ที่ 16,000/ตัน แต่ปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 19,300 บาท และขายให้แก่เกษตรกรในราคา 19,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป็นราคาที่มีความผิดปกติและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ” นายสมศักดิ์ กล่าว ทั้งนี้ หากผลการเจรจากับเอกชนนำเข้าปุ๋ย ซึ่งมีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ประมาณ 3 – 4 รายไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ หรือเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับความเดือนร้อน กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการเสริมที่จะนำเข้าปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตปุ๋ยโดยตรง เพื่อนำเข้าปุ๋ยราคาที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตเองได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
ที่มา : www.moac.go.th/buider/moaco2/information/view_index.php?id=4531
ที่มา : www.moac.go.th/buider/moaco2/information/view_index.php?id=4531
ตะกู ไม้เศรษฐกิจ ปลูกแล้วรวยจริงหรือ
ตะกู ไม้เศรษฐกิจ
ในทางวิชาการป่าไม้ ตะกูถือว่าเป็นไม้เบิกนำที่โตเร็วมากเพราะมีความเพิ่มพูนรายปี (MAI: Mean Annual Increment) ของเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอก (DBH: Diameter at Breast Height) เกินกว่า 3.0 เซนติเมตรต่อปี และมีเส้นรอบวงที่ระดับอก (GBH: Girth at Breast Height) เกินกว่า 100 เซนติเมตรเมื่ออายุ 10 ปี ตะกูเป็นไม้ที่มีอายุรอบหมุนเวียนในการตัดฟันที่เหมาะ สมเกินกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 25 ปี นั้นคืออยู่ระหว่าง 10-20 ปีแต่ตะกูจะเป็นไม้เศรษฐกิจโตเร็วที่ควรปลูกหรือไม่ ยังมีปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึงอีกหลายประการ เพราะตะกูไม่ใช่ไม้เศรษฐกิจโตเร็วชนิดใหม่ของไทย ส่วนป่าไม้ตะกูของไทยทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชนได้เกิดขึ้นและตายลงเมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้วพิจารณาจากชื่อสามัญแล้วแสดงว่าตะกูเป็นไม้พื้นเมืองของทวีปเอเอเชีย โดยขึ้นอยู่ในเส้นรุ้งที่ 9-27 องศาเหนือกระจายพันธุ์ตามธรรมมาชาติตั้งแต่ประเทศเนปาล ไล่มาทางตะวันออกเรื่อยๆ จนถึงบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทยมาเลเซีย อินโดนิเชีย ฟิลิปปินส์ ลงไปจนถึงเกาะปาปัวนิวกินี ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีขอบเขตการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างมากพอสมควรสำหรับในประเทศไทยก็พบไม้ตะกูขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคส่วนของประเทศ เพราะเป็นไม้ที่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ค่อนข้างดี จากเหนือสุด คือ เชียงราย เชียงใหม่ จรดใต้สุด สตูล สงขลา และจากตะวันออก คือ ตราด จันทบุรี จรดตะวันตก คือ กาญจนบุรี อุทัยธานี แต่ตะกูมักจะขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ดินเป็นดินกะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาทับถมเป็นเวลานาน เป็นดินลึก ระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง นอกจากนี้ยังพบกลุ่มไม้ตะกูขึ้นอยู่ตามสองข้างถนนตัดใหม่ซึ้งตัดผ่านป่าดิบชื้นหรือป่าดิบแล้งที่มีความชุ่มชื้นสูงทั่วๆ ไป รวมทั้งตามริมลำธารในบริเวณไร่ร้างซึ้งป่าดิบซื้นหรือป่าดิบแล้งถูกแผ้วถางลงตะกูเป็นไม้ที่อ่อนไหวต่อความแห้งแล้งและน้ำค้างแข็งมาก คือไม่ทนแล้งและไม่ทนหนาว ที่อุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง แต่แต่ทนน้ำท่วมแช่ขังอยู่ได้นานถึง 2-3 สัปดาห์ ทว่าน้ำต้องไม้ท่วมยอดและต้องไม่เข้าไปเยียบย่ำดินเหนือเรือนรากในช่วงที่น้ำท่วมขัง จึงมักพบเห็นไม้ตะกูในบริเวณที่ดินมีความชุ่มชื้นสูง ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึงความสูง 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส สูงสุดเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีไนที่ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 21 – 32 องศา เซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,500 – 5,000 มิลลิเมตรต่อปี และมีความชื้นในบรรยากาศไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นั่นคือ ตะกูเป็นไม้โตเร็วที่ต้องการแสงสว่างเต็มที่ฝนตกสม่ำเสมอ ดินดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี และมีความชุ่มชื้นสูงตลอดปีตะกูเป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่ม ลักษณะเด่นคือ ใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่ กิ่งแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น ส่วนใหญ่ลำต้นเปลาเพราะลิดกิ่งตามธรรมชาติได้ดี แต่บางถิ่นกำเนิดของเมล็ด (Provenance) โดยเฉพาธจากประเทศอินเดีย ลำต้นจะสูงเปลาเพราะมีกิ่งขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากเพราะลิดกิ่งตามธรรมชาติได้น้อย เปลือกค่อนข้างเรียบ สีเทาปนน้ำตาล เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน ดอกมีขนาดเล็กเกาะติดกันแน่นเป็นช่อสีขาวปนเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเรียงกันแน่นเป็นก่อนกลม ๆ ภายในมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก เมล็ดตะกูมีขนาดเล็กมาก คือ ประมาณ 0.44 X 0.66 มิลลิเมตร หรือถ้าเอาเมล็ดมาเรียงตามความยาว 1 เซนติเมดรจะมีประมาณ 15 เมล็ด แต่ถ้าเรียงเมล็ดตามความกว่าง 1 เซนติเมตรจะมีประมาณ 23 เมล็ด เมล็ดตะกูแห้ง 1 กิโลกรัมมีจำนวนประมาณ 18 – 26 ล้านเมล็ดผลแก่ของตะกูมีสีเหลืองเข้มซึ้งกวาง เก้ง นก และ สัตว์ป่าหลายชนิดชอบกินมาก ประกอบกับภายในผลมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก สัตว์ป่าเหล่านี้จึงช่วยให้การสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติ (Natural Regeneration) ของไม้ตะกูเกิดขึ้นได้ง่ายและทำให้พบเห็นกลู่มอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่บางแห่งจะมองไม่เห็นแม่ไม้ในบริเวณข้างเคียงเลยก็ตามเมล็ดตะกูใหม่ ๆ มีอัตราการงอกสูงถึง 90 % แต่ถาเก็บทิ้งไว้ 1 ปีอัตราการงอกจะลดลงเหลือเพียง 5-10 % เท่านั้น ดังนั้นเมล็ดที่นำไปเพาะจะต้องเป็นเมล็ดเก็บใหม่เท่านั้น โดยเมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 3 – 4 สัปดาห์หลังการเพาะแต่กว่าจะย้ายต้นกล้าลงถุงพลาสติกได้ต้องรอให้อายุ 2 – 3 เดือน แล้วเลี้ยงต้นกล้าไว้ในถุงย้ายซ้ำอีกอย่างน้อย 4 เดือน จึงจะได้ต้นกล้าที่สูงประมาณ 25 – 30 ซม.ซึ่งพร้อมที่จะนำไปปลูกได้จากเมล็ดไม้ตะกูกว่าจะได้ต้นกล้าที่ปลูกได้ต้องใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าการผลิตกล้าไม้กระถินเทพาเล็กน้อย แต่สั้นกว่าการผลิตเหง้าสักซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 10 – 12 เดือน นั้นคือ การผลิตไม้ตะกูไม่ยากอย่างที่คิด หาก ลงมือหว่านเมล็ดในเดือนพฤศจิกายนก็จะได้ต้นกล้าที่พร้อมจะนำไปปลูกได้ในตอนเดือนมิถุนายนของปีถัดไปนอกจากจะขยายพันธุ์โดยการอาศัยเพศ (Reproductive Propagation) คือการการเพราะเมล็ดดังกล่าวแล้ว ไม้ตะกูยังสามารถขยายพันธุ์โยไม่อาศัยเพศ (Vegetative Propagation) วิธีต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น การติดตาการต่อกิ่ง การเสียบยอด การตัดยอดปักชำ และการเพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมทั้งการแต่งหน่อภายหลังการตัดฟัน (Coppice System)เนื่องจากไม้ตะกูเป็นไม้ที่โตเร็วมาก ประกอบกับมีเรือนยอดแผ่กว้างเพราะกิ่งตั้งฉากกับลำต้น ระยะปลูกที่เหมาะสมจึงไม่ควรจะน้อยกว่า 4 x 4 เมตร คือความหนาแน่นของหมู่ไม้ไม่เกิน 100 ต้นต่อไร่ หากปลูกในระบบเกษตรควรใช้ระยะปลูก 3 x 6 เมตร หรืออาจจะห่างกว่านี่ถึง 4 x 6 เมตรและ 6 x 6 เมตรก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชควบและจำนวนปีที่ต้องการจะปลูกพืชแทรกการสำรวจหาอัตราการรอดตายเพื่อทำการปลูกซ่อม การกำจัดวัชพืช การป้องกันไฟป่า เป็นมาตรการจัดการสวนป่าเบื้องต้นที่จำเป็นสำหลับสวนป่าทุกชนิด แต่สวนป่าที่ต้องการไม้ขนาดใหญ่เพื่อใช้ทำไม้แปรรูปหรือไม้บาง (Veneer) การลิดกิ่งและการตัดสางขยายระยะถือว่าเป็นมาตรการเสริมที่จำเป็นทว่าสวนป่าไม้ตะกูไม่ต้องทำการลิดกิ่ง เพราะสามารถลิดกิ่งตามธรรชาติได้ดีมากไม้ตะกูที่ปลูกเป็นสวนป่า โดยเฉพาะสวนป่าที่มีระยะปลูกค้อนข่างถี่หมู่ไม้ที่ขึ้นอยู่ห่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ตามธรรมชาติแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ตะกูได้แก่ หนอนม้วนใบ (Margaronia hilararis) (Arthroschista hilararis) และนีมาโทดจำพวก Meloidogyne spp. เขาทำลายเรือนรากทำให้ไม้ตะกูยืนต้นตายแต่สาเหตุแห่งความล้มเหลวของสวนป่าไม้ในอดีตนั้นคือความไม้เหมาะสมของพืชที่ปลูก กล่าวคือ ถ้าดินเป็นดินทรายกรวด หิน ซึ้งไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ไนดินได้ดีเท่าที่ควรไม้ตะกูจะยืนต้นตาย เช่นเดียวกับการปลูกต้นตะกูบนพื้นที่ลาดชันซึ้งอยู่ห่างจากริมแม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง
ที่มา : www.taguluang.com
ในทางวิชาการป่าไม้ ตะกูถือว่าเป็นไม้เบิกนำที่โตเร็วมากเพราะมีความเพิ่มพูนรายปี (MAI: Mean Annual Increment) ของเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอก (DBH: Diameter at Breast Height) เกินกว่า 3.0 เซนติเมตรต่อปี และมีเส้นรอบวงที่ระดับอก (GBH: Girth at Breast Height) เกินกว่า 100 เซนติเมตรเมื่ออายุ 10 ปี ตะกูเป็นไม้ที่มีอายุรอบหมุนเวียนในการตัดฟันที่เหมาะ สมเกินกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 25 ปี นั้นคืออยู่ระหว่าง 10-20 ปีแต่ตะกูจะเป็นไม้เศรษฐกิจโตเร็วที่ควรปลูกหรือไม่ ยังมีปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึงอีกหลายประการ เพราะตะกูไม่ใช่ไม้เศรษฐกิจโตเร็วชนิดใหม่ของไทย ส่วนป่าไม้ตะกูของไทยทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชนได้เกิดขึ้นและตายลงเมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้วพิจารณาจากชื่อสามัญแล้วแสดงว่าตะกูเป็นไม้พื้นเมืองของทวีปเอเอเชีย โดยขึ้นอยู่ในเส้นรุ้งที่ 9-27 องศาเหนือกระจายพันธุ์ตามธรรมมาชาติตั้งแต่ประเทศเนปาล ไล่มาทางตะวันออกเรื่อยๆ จนถึงบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทยมาเลเซีย อินโดนิเชีย ฟิลิปปินส์ ลงไปจนถึงเกาะปาปัวนิวกินี ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีขอบเขตการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างมากพอสมควรสำหรับในประเทศไทยก็พบไม้ตะกูขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคส่วนของประเทศ เพราะเป็นไม้ที่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ค่อนข้างดี จากเหนือสุด คือ เชียงราย เชียงใหม่ จรดใต้สุด สตูล สงขลา และจากตะวันออก คือ ตราด จันทบุรี จรดตะวันตก คือ กาญจนบุรี อุทัยธานี แต่ตะกูมักจะขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ดินเป็นดินกะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาทับถมเป็นเวลานาน เป็นดินลึก ระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง นอกจากนี้ยังพบกลุ่มไม้ตะกูขึ้นอยู่ตามสองข้างถนนตัดใหม่ซึ้งตัดผ่านป่าดิบชื้นหรือป่าดิบแล้งที่มีความชุ่มชื้นสูงทั่วๆ ไป รวมทั้งตามริมลำธารในบริเวณไร่ร้างซึ้งป่าดิบซื้นหรือป่าดิบแล้งถูกแผ้วถางลงตะกูเป็นไม้ที่อ่อนไหวต่อความแห้งแล้งและน้ำค้างแข็งมาก คือไม่ทนแล้งและไม่ทนหนาว ที่อุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง แต่แต่ทนน้ำท่วมแช่ขังอยู่ได้นานถึง 2-3 สัปดาห์ ทว่าน้ำต้องไม้ท่วมยอดและต้องไม่เข้าไปเยียบย่ำดินเหนือเรือนรากในช่วงที่น้ำท่วมขัง จึงมักพบเห็นไม้ตะกูในบริเวณที่ดินมีความชุ่มชื้นสูง ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึงความสูง 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส สูงสุดเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีไนที่ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 21 – 32 องศา เซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,500 – 5,000 มิลลิเมตรต่อปี และมีความชื้นในบรรยากาศไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นั่นคือ ตะกูเป็นไม้โตเร็วที่ต้องการแสงสว่างเต็มที่ฝนตกสม่ำเสมอ ดินดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี และมีความชุ่มชื้นสูงตลอดปีตะกูเป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่ม ลักษณะเด่นคือ ใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่ กิ่งแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น ส่วนใหญ่ลำต้นเปลาเพราะลิดกิ่งตามธรรมชาติได้ดี แต่บางถิ่นกำเนิดของเมล็ด (Provenance) โดยเฉพาธจากประเทศอินเดีย ลำต้นจะสูงเปลาเพราะมีกิ่งขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากเพราะลิดกิ่งตามธรรมชาติได้น้อย เปลือกค่อนข้างเรียบ สีเทาปนน้ำตาล เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน ดอกมีขนาดเล็กเกาะติดกันแน่นเป็นช่อสีขาวปนเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเรียงกันแน่นเป็นก่อนกลม ๆ ภายในมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก เมล็ดตะกูมีขนาดเล็กมาก คือ ประมาณ 0.44 X 0.66 มิลลิเมตร หรือถ้าเอาเมล็ดมาเรียงตามความยาว 1 เซนติเมดรจะมีประมาณ 15 เมล็ด แต่ถ้าเรียงเมล็ดตามความกว่าง 1 เซนติเมตรจะมีประมาณ 23 เมล็ด เมล็ดตะกูแห้ง 1 กิโลกรัมมีจำนวนประมาณ 18 – 26 ล้านเมล็ดผลแก่ของตะกูมีสีเหลืองเข้มซึ้งกวาง เก้ง นก และ สัตว์ป่าหลายชนิดชอบกินมาก ประกอบกับภายในผลมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก สัตว์ป่าเหล่านี้จึงช่วยให้การสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติ (Natural Regeneration) ของไม้ตะกูเกิดขึ้นได้ง่ายและทำให้พบเห็นกลู่มอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่บางแห่งจะมองไม่เห็นแม่ไม้ในบริเวณข้างเคียงเลยก็ตามเมล็ดตะกูใหม่ ๆ มีอัตราการงอกสูงถึง 90 % แต่ถาเก็บทิ้งไว้ 1 ปีอัตราการงอกจะลดลงเหลือเพียง 5-10 % เท่านั้น ดังนั้นเมล็ดที่นำไปเพาะจะต้องเป็นเมล็ดเก็บใหม่เท่านั้น โดยเมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 3 – 4 สัปดาห์หลังการเพาะแต่กว่าจะย้ายต้นกล้าลงถุงพลาสติกได้ต้องรอให้อายุ 2 – 3 เดือน แล้วเลี้ยงต้นกล้าไว้ในถุงย้ายซ้ำอีกอย่างน้อย 4 เดือน จึงจะได้ต้นกล้าที่สูงประมาณ 25 – 30 ซม.ซึ่งพร้อมที่จะนำไปปลูกได้จากเมล็ดไม้ตะกูกว่าจะได้ต้นกล้าที่ปลูกได้ต้องใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าการผลิตกล้าไม้กระถินเทพาเล็กน้อย แต่สั้นกว่าการผลิตเหง้าสักซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 10 – 12 เดือน นั้นคือ การผลิตไม้ตะกูไม่ยากอย่างที่คิด หาก ลงมือหว่านเมล็ดในเดือนพฤศจิกายนก็จะได้ต้นกล้าที่พร้อมจะนำไปปลูกได้ในตอนเดือนมิถุนายนของปีถัดไปนอกจากจะขยายพันธุ์โดยการอาศัยเพศ (Reproductive Propagation) คือการการเพราะเมล็ดดังกล่าวแล้ว ไม้ตะกูยังสามารถขยายพันธุ์โยไม่อาศัยเพศ (Vegetative Propagation) วิธีต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น การติดตาการต่อกิ่ง การเสียบยอด การตัดยอดปักชำ และการเพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมทั้งการแต่งหน่อภายหลังการตัดฟัน (Coppice System)เนื่องจากไม้ตะกูเป็นไม้ที่โตเร็วมาก ประกอบกับมีเรือนยอดแผ่กว้างเพราะกิ่งตั้งฉากกับลำต้น ระยะปลูกที่เหมาะสมจึงไม่ควรจะน้อยกว่า 4 x 4 เมตร คือความหนาแน่นของหมู่ไม้ไม่เกิน 100 ต้นต่อไร่ หากปลูกในระบบเกษตรควรใช้ระยะปลูก 3 x 6 เมตร หรืออาจจะห่างกว่านี่ถึง 4 x 6 เมตรและ 6 x 6 เมตรก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชควบและจำนวนปีที่ต้องการจะปลูกพืชแทรกการสำรวจหาอัตราการรอดตายเพื่อทำการปลูกซ่อม การกำจัดวัชพืช การป้องกันไฟป่า เป็นมาตรการจัดการสวนป่าเบื้องต้นที่จำเป็นสำหลับสวนป่าทุกชนิด แต่สวนป่าที่ต้องการไม้ขนาดใหญ่เพื่อใช้ทำไม้แปรรูปหรือไม้บาง (Veneer) การลิดกิ่งและการตัดสางขยายระยะถือว่าเป็นมาตรการเสริมที่จำเป็นทว่าสวนป่าไม้ตะกูไม่ต้องทำการลิดกิ่ง เพราะสามารถลิดกิ่งตามธรรชาติได้ดีมากไม้ตะกูที่ปลูกเป็นสวนป่า โดยเฉพาะสวนป่าที่มีระยะปลูกค้อนข่างถี่หมู่ไม้ที่ขึ้นอยู่ห่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ตามธรรมชาติแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ตะกูได้แก่ หนอนม้วนใบ (Margaronia hilararis) (Arthroschista hilararis) และนีมาโทดจำพวก Meloidogyne spp. เขาทำลายเรือนรากทำให้ไม้ตะกูยืนต้นตายแต่สาเหตุแห่งความล้มเหลวของสวนป่าไม้ในอดีตนั้นคือความไม้เหมาะสมของพืชที่ปลูก กล่าวคือ ถ้าดินเป็นดินทรายกรวด หิน ซึ้งไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ไนดินได้ดีเท่าที่ควรไม้ตะกูจะยืนต้นตาย เช่นเดียวกับการปลูกต้นตะกูบนพื้นที่ลาดชันซึ้งอยู่ห่างจากริมแม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง
ที่มา : www.taguluang.com
ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์
ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N ) อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P ) อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K ) อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N ) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืชในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้นแล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมีแต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น ) ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay ) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี ที่มา http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=11.msg%25msg_id%25
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551
เชิญชมต้นหม่อนยักษ์แห่งทุ่งลุยลาย

ต้นหม่อนยักษ์แห่งทุ่งลุยลาย
ประวัติของหม่อนไหม
เมื่อ 5,000 ปี ก่อน มนุษย์ยังไม่รู้จักประโยชน์ของต้นหม่อนและตัวไหม ตราบจนกระทั่งเมื่อ 4,500 ปี หนังสือจีนโบราณฉบับหนึ่งชื่อ ไคเภ็ก กล่าวว่า พระนางง่วนฮุย พระมเหสีของพระเจ้าอึ้งตี่ หรืออิ้งตี่ ได้เสด็จสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะอยู่ที่ต้นหม่อน ต่อมาทรงเห็นตัวหนอนชักใยพันรอบตัว จึงหยิบมาพิจารณา เมื่อดึงออกมาจะเป็นเส้น ๆ มีความเหนียวดี พระนางทรงพระดำริว่าถ้านำมาทำเป็นผืนแพร เนื้อคงจะดีกว่าปอและป่านที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่มมาแต่ก่อน เมื่อพระนางสามารถเลี้ยงไหมควบเส้นไหมทอเป็นผืนสำเร็จตั้งแต่กาลครั้งนั้น และได้รับการถวายพระฉายาว่า “นางพญาแห่งการหัตกรรมไหม” ตั้งแต่นั้นมา การทำไหมก็แพร่กระจายไปตามตำบลต่าง ๆ ในประเทศจีนก่อนที่จะแพร่กระจายไปสู่นานาประเทศ ในอดีตกาล การปลูกหม่อนก็มุ่งเน้นที่จะนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว การเลี้ยงไหมก็มุ่งเน้นที่จะได้รังไหม ก่อนนำไปสาวเป็นเส้นเพื่อใช้ทอผ้าไหม แม้การเลี้ยงไหมจะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมมานานแล้วก็ตาม กิจกรรมหลักก็คือ การได้เส้นไหมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นหม่อนเส้นใยไหม หนอนไหม หรือแม้กระทั่งดักแด้ไหม ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ปัจจุบันเมื่อวิทยาการด้านต่าง ๆ เจริญมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มพัฒนาการใช้ประโยชน์จากหม่อนและไหม เพื่อให้มีคุณค่าและศักยภาพในการให้ประโยชน์มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น
หม่อน (mulberry)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morus spp. เป็นไม้ยืนต้นจำพวกไม้พุ่ม อยู่ในวงศ์ Maraceae เช่นเดียวกับปอสา ขนุนและโพธิ์ เป็นต้น ลักษณะที่สำคัญของพืชในวงศ์นี้ คือ มียางมีขนที่ใบ (บางพันธุ์อาจมีน้อยมาก) มีเส้นใย ใบมีรูปร่างแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นแฉกและไม่เป็นแฉก หม่อนแต่ละพันธุ์จะมีเพียงเพศเดียว ไม่เพศผู้ก็เพศเมีย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบดอกทั้ง 2 เพศ อยู่ในต้นเดียวกัน หม่อนที่มีดอกเพศเมียจะมีเมล็ดสำหรับขยายพันธุ์แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากจะได้ต้นที่ไม่เหมือนพันธุ์เดิม เพราะมีการผสมข้ามพันธุ์ จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำท่อนพันธุ์ หม่อนสามารถเจริญได้ดีตั้งแต่เขตอบอุ่นจนถึงเขตร้อน ประโยชน์ของหม่อนมีหลากหลายประการด้วยกัน
แตวันนี้จะพาท่านมาชมต้นหม่อนยักษ์ที่บ้านหนองเชียงรอดใต้ หมู่ 7 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ทางขึ้นเขื่อนจุฬาภรณ์นั้นเอง ท่านจะมองเห็นต้นหม่อนยักษ์ ยืนตระหง่านอยู่ข้างทางจนหลายท่านอาจไม่เชื่อว่าเป็นต้นหม่อนจริงๆ แต่พอท่านลงไปดูใบใกล้ๆ ก็จะทราบว่าเป็นต้นหม่อนจริงๆ เชิญมาแวะชมกันได้นะครับ สันนิษฐานว่า คงจะเป็นหม่อนพันธุ์ป่าที่งอกขึ้นตามธรรมชาติซึ่งยังไม่มีใครทราบประวัติที่แน่นอน ตำบลนี้หลายท่านคงเคยได้ยินจากเพลงลูกทุ่งร้อง โด่งดังสามารถร้องตามกันได้ทั่วเมืองคือเย็นจิตร พรเทวี นั่นเอง เดี๋ยวนี้คนทุ่งลุยลายพบอาชีพใหม่ที่สร้างความมั่นคงในความเป็นอยู่ได้นั่นคือการปลูกยางพาราจนเขียวขจีไปทั้งสองข้างทางแล้ว อยากมาเยี่ยมชมขอข้อมูลเพิ่มเติมมาทางคนเขียนบล็อกนี้ได้ครับ
อ้างอิง : “ ประโยชน์ของหม่อน” http://www.moac.go.th/builder/mu/index.php?page=414&clicksub=414&sub=124
เมื่อ 5,000 ปี ก่อน มนุษย์ยังไม่รู้จักประโยชน์ของต้นหม่อนและตัวไหม ตราบจนกระทั่งเมื่อ 4,500 ปี หนังสือจีนโบราณฉบับหนึ่งชื่อ ไคเภ็ก กล่าวว่า พระนางง่วนฮุย พระมเหสีของพระเจ้าอึ้งตี่ หรืออิ้งตี่ ได้เสด็จสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะอยู่ที่ต้นหม่อน ต่อมาทรงเห็นตัวหนอนชักใยพันรอบตัว จึงหยิบมาพิจารณา เมื่อดึงออกมาจะเป็นเส้น ๆ มีความเหนียวดี พระนางทรงพระดำริว่าถ้านำมาทำเป็นผืนแพร เนื้อคงจะดีกว่าปอและป่านที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่มมาแต่ก่อน เมื่อพระนางสามารถเลี้ยงไหมควบเส้นไหมทอเป็นผืนสำเร็จตั้งแต่กาลครั้งนั้น และได้รับการถวายพระฉายาว่า “นางพญาแห่งการหัตกรรมไหม” ตั้งแต่นั้นมา การทำไหมก็แพร่กระจายไปตามตำบลต่าง ๆ ในประเทศจีนก่อนที่จะแพร่กระจายไปสู่นานาประเทศ ในอดีตกาล การปลูกหม่อนก็มุ่งเน้นที่จะนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว การเลี้ยงไหมก็มุ่งเน้นที่จะได้รังไหม ก่อนนำไปสาวเป็นเส้นเพื่อใช้ทอผ้าไหม แม้การเลี้ยงไหมจะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมมานานแล้วก็ตาม กิจกรรมหลักก็คือ การได้เส้นไหมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นหม่อนเส้นใยไหม หนอนไหม หรือแม้กระทั่งดักแด้ไหม ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ปัจจุบันเมื่อวิทยาการด้านต่าง ๆ เจริญมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มพัฒนาการใช้ประโยชน์จากหม่อนและไหม เพื่อให้มีคุณค่าและศักยภาพในการให้ประโยชน์มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น
หม่อน (mulberry)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morus spp. เป็นไม้ยืนต้นจำพวกไม้พุ่ม อยู่ในวงศ์ Maraceae เช่นเดียวกับปอสา ขนุนและโพธิ์ เป็นต้น ลักษณะที่สำคัญของพืชในวงศ์นี้ คือ มียางมีขนที่ใบ (บางพันธุ์อาจมีน้อยมาก) มีเส้นใย ใบมีรูปร่างแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นแฉกและไม่เป็นแฉก หม่อนแต่ละพันธุ์จะมีเพียงเพศเดียว ไม่เพศผู้ก็เพศเมีย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบดอกทั้ง 2 เพศ อยู่ในต้นเดียวกัน หม่อนที่มีดอกเพศเมียจะมีเมล็ดสำหรับขยายพันธุ์แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากจะได้ต้นที่ไม่เหมือนพันธุ์เดิม เพราะมีการผสมข้ามพันธุ์ จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำท่อนพันธุ์ หม่อนสามารถเจริญได้ดีตั้งแต่เขตอบอุ่นจนถึงเขตร้อน ประโยชน์ของหม่อนมีหลากหลายประการด้วยกัน
แตวันนี้จะพาท่านมาชมต้นหม่อนยักษ์ที่บ้านหนองเชียงรอดใต้ หมู่ 7 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ทางขึ้นเขื่อนจุฬาภรณ์นั้นเอง ท่านจะมองเห็นต้นหม่อนยักษ์ ยืนตระหง่านอยู่ข้างทางจนหลายท่านอาจไม่เชื่อว่าเป็นต้นหม่อนจริงๆ แต่พอท่านลงไปดูใบใกล้ๆ ก็จะทราบว่าเป็นต้นหม่อนจริงๆ เชิญมาแวะชมกันได้นะครับ สันนิษฐานว่า คงจะเป็นหม่อนพันธุ์ป่าที่งอกขึ้นตามธรรมชาติซึ่งยังไม่มีใครทราบประวัติที่แน่นอน ตำบลนี้หลายท่านคงเคยได้ยินจากเพลงลูกทุ่งร้อง โด่งดังสามารถร้องตามกันได้ทั่วเมืองคือเย็นจิตร พรเทวี นั่นเอง เดี๋ยวนี้คนทุ่งลุยลายพบอาชีพใหม่ที่สร้างความมั่นคงในความเป็นอยู่ได้นั่นคือการปลูกยางพาราจนเขียวขจีไปทั้งสองข้างทางแล้ว อยากมาเยี่ยมชมขอข้อมูลเพิ่มเติมมาทางคนเขียนบล็อกนี้ได้ครับ
อ้างอิง : “ ประโยชน์ของหม่อน” http://www.moac.go.th/builder/mu/index.php?page=414&clicksub=414&sub=124
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)