วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ศรย.ฝึกอบรมกรีดยาง






ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จังหวัดขอนแก่น ได้จัดอบรมหลักสูตร "การพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง" มีเกษตรกรชาวสวนยางตามโครการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้ฯ (ล้านไร่) จาก อ.ภูผาม่าน อ.สีชมภู อ.บ้านไผ่ เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น ๓๖ คนมีการพักอยู่ในศูนย์ ตลอดการฝึกอบรม ได้รับการฝึกกรีดในแปลงจริง และสาธิตการทำยางแผ่นชั้นดีด้วย ทุกคนประทับใจเพราะเป็นการฝึกเพื่อไปใช้ในสวนตัวเองจริงๆ

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทัศนศึกษาสิบสองปันนา



คณะทัศนศึกษาสิบสองปันนากับ สร.กสย. รวม ๔๕ คน(มี 2 ท่านเป็นพนักงาน ธกส. เดินทางออกจากจังหวัดเชียงใหม่โดยพาหนะส่วนตัว ไปรอสบทบที่อำเภอเชียงของ) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของสวนยาง พนักงาน สกย.พร้อมคู่สมรส เพื่อนพนักงานรัฐวิสาหกิจจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และ ธกส. ออกเดินทางโดย รถโค้ชปรับอากาศจาก สกย. บางขุนนนท์ เวลา 6.00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2553 สู่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แม้จะออกเดินทางแต่เช้าก็ตาม ปรากฎว่ากว่าจะถึงปลายทางก็ปาเข้าไปสามทุ่มพอดี จากนั้น ก็ได้รับประทานอาหารเย็นพร้อมชมการแสดงสล้อ ซอ ซึง ที่ร้านอาหารบ้านแก้ว จึงพากันแยกย้ายไปพักผ่อนเพราะเหนื่อยกับการนั่งรถมาทั้งวัน ตื่นเช้ารับประทานข้าวมันไก่ไหหลำ แล้วเดินทางผ่านด่านเชียงของไปฝั่งบ่อแก้วของประเทศลาวโดยเรือหางยาวผ่านลำน้ำโขงอันเชี่ยวกราก ต่อจากนั้นคณะจึง แยกกันนั่งรถตู้ จำนวน 5 คัน แวะรับประทานอาหารเที่ยงที่เวียงภูคา ช่วงที่เดินทางผ่านถนนเชื่อมไทย-ลาว-จีน (R3a) ซึ่งช่วงนี้การเดินทางจะผ่านโค้งและผิวถนนซ่อมกันเป็นช่วงๆ น้อยคนที่จะไม่มีอาการเมารถ ซึ่งความเป็นมาของถนนสาย R3 หรือที่เรียกกันติดปากว่า ถนน R3a จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระยะทาง 250 กิโลเมตร (กม.) ทราบข้อมูลว่า หจก.แพร่ธำรง วิทย์ ได้ร่วมกับบริษัทน้ำทา ก่อสร้าง จำกัด ของนายคำเพิง ทองซะบา กลุ่มผู้รับเหมาท้องถิ่นของสปป.ลาว เข้าประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้างเส้นทางช่วงเมืองห้วยทราย - เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ระยะ ทาง 84 กม.และเส้นทางในตัวเมืองบ่อแก้ว - ถนนเลี่ยงเมืองอีก 15 กม. มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 1,086 ล้าน บาทซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนของถนน R3a ตลอดทั้งสาย ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.)ขณะที่ถนน R3a ช่วงที่ 2 จาก กม.ที่ 84-260.8 (เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว - บ้าน Nam Lung แขวงหลวงน้ำทา) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่บริษัทนวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ส่วนถนนช่วงที่ 3 หรือแพกเกจ C ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจีน จากบ้าน Nam Lung - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (ชายแดน สปป.ลาว-จีน) หรือจาก กม.160.8 - 228.3 ที่กลุ่มผู้รับเหมาจากจีน เมื่อถนนเส้นนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ช่วง จะทำให้การ เดินทางจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (ชายแดนติดกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองบ่อเต็น แขวง หลวงน้ำทา ติดกับ Mohan เขตเมืองลา สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีน) ใช้เวลาเดินทางเพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์ ในอนาคตก็จะเชื่อมต่อกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีน ตกลงที่จะ สนับสนุนฝ่ายละ 50% ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้วโดยฝั่ง สปป.ลาว จะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้นก (กม.9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่บริเวณบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ. เชียงราย ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี หากสะพานแห่งนี้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อเข้ากับถนน R3a จะทำให้การค้าชาย แดนที่เชียงของ คึกคักขึ้นอย่างมาก เพราะจีนมุ่งที่จะขนส่งสินค้าตามถนนR 3 a อันเป็นถนนเชื่อมคุนหมิง- กรุงเทพ กว่าพวกเราจะเดินทางไปถึงบ่อเต็นก็บ่ายสองกว่าแล้ว ต้องไปรอเช็คชื่อตรวจวีซ่าผ่านด่านโมฮันเข้าจีนอีกชั่วโมงกว่าเพราะเป็นวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวมากจริงๆ เราไปถึงจิงหง ประมาณ ทุ่มหนึ่งพอดี รับประทานอาหารเย็นแล้วเข้าพักที่โรงแรมไทการ์เดนท์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางออกจากกลางเมืองราว 2 กิโลเมตร


มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่งความลี้ลับ" เพราะเป็นแหล่งรวมความงามทางธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
ทางใต้สุดของมณฑล เป็นที่ตั้งของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา หรือสิบสองพันนา (ภาษาจีนออกเสียง ฉีฉ่วงบั่นนา) มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า เดียนเบียนฟู ของเวียดนาม และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ถัดจากลาวลงมาก็คือประเทศไทยความสำคัญของสิบสองปันนาด้านหนึ่งคือเป็นเขตปกครองตนเองของชาวไทลื้อหรือไตลื้อไทลื้อแห่งสิบสองปันนา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีนเรียก จิ่งหง) เมืองนี้แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำหลานชาง หรือแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงความเป็นชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี แต่อาณาจักรใหญ่ของพวกเขาสถาปนาขึ้นช่วงก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณ 800 ปี พงศาวดารกล่าวว่า "ขุนเจือง" หรือพญาเจื่อง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทลื้อพระองค์แรก เถลิงพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าหอคำรุ่งเรืองที่ 1 ทรงรวบรวมไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่น มีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง มีนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อจีนแต่ด้วยความที่ เป็นแคว้นเล็ก อาณาจักรเชียงรุ่งจึงมักถูกรุกรานและยึดครองจากอาณาจักรอื่นรอบด้าน ทั้งจีน พม่า และล้านนา ก่อนจะถูกผนวกเป็นของอาณาจักรจีนเมื่อพ.ศ.1835ชื่อเรียก สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา มีที่มาจากช่วงที่พม่าเข้ายึดครอง และแบ่งดินแดนออกเป็น 12 เมือง เพื่อสะดวกต่อการเรียกเก็บภาษีอากร 12 หัวเมืองของสิบสองปันนา ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และเชียงรุ่ง แต่ละเมืองครอบครอง 1 พันนา (หรือที่นา 1 พันผืน) จึงเรียกขานว่าเมืองสิบสองปันนาตั้งแต่นั้น คำว่าเชียงรุ่ง แปลความหมายได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณ มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงของชาวไท ลื้อ เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี ชาวไทลื้อจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "เชียงรุ่ง" หรือตามสำเนียงไทลื้อว่า "เจียงฮุ่ง"



ศูนย์วิจัยสมุนไพรแห่งชาติสิบสองปันนา

เดินชมสวนสมุนไพรก่อนที่ศูนย์จะเปิดเพราะมาเช้าเกินไป






อาซิ่มหั่นเบาๆ กระดาษก็ขาด เฮ้ย สับเหล็กหมดแรงแล้วไม่มีรอยมีดแหว่งสัดนิดเลย
หมู่บ้านมีดเมืองลื้อ(จิ้งฟ้า) ซึ่งหมู่บ้านนี้ในอดีตเคยตีมีดถวายฮ่องเต้ แต่ปัจจุปันได้นำมาแสดงโชว์การใช้มีดและคุณสมบัติของมีดอันโดดเด่นทั้งหั่นทั้งสับที่แตกต่างจากมีดทั่วๆไป


พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปในมุมต่างๆ

มองจากวัดหลวงเมืองลื้อเห็นตัวเมืองเชียงรุ่ง ถ่ายรูปกันก่อนผ่านช่องเก็บบัตรผ่านประตูเข้าชมวัด





วัดหลวงเมืองลื้อ สิบสองปันนา ซึ่งบริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ได้ทุ่มเงินลงทุนเองถึง 350 ล้านหยวน เพื่อสร้างวัดนิกายหินยานหรือเถรวาท และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้ มาตั้งแต่ปี 2548 สืบเนื่องจากตระหนักดีว่าศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมีประวัติอันยาวนานในสิบสองปันนาพอๆ กับในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่นไทย ลาว กัมพูชา พม่า การสร้างวัดหลวงเมืองลื้อ แบ่งการสร้างออกเป้นหลายเฟส สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ตกทอดมาช้านานแล้ว ยังจะเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และท้ายสุด จะเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท อีกทั้งยังเป็นสถานที่ชาวไต หรือไทลื้อในแถบเอเชียอาคเนย์ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเองได้ นอกเหนือจากที่สามารถสืบค้นจาก "ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานของนิกายเถรวาทที่มีอยู่อย่างแพร่หลายตามวัดวาอารามในสิบสองปันนา ที่ได้รับการรวบรวมชำระขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ครบถ้วนที่สุด แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทลื้อเก่า ไทลื้อใหม่ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวม 6 ภาคแต่ที่แน่ๆ ก็คือ เชื่อว่าวัดหลวงเมืองลื้อจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของสิบสองปันนาในอนาคต ไม่ใช่สำหรับชาวพุทธนิกายเถรวาทเพียงอย่างเดียว อันเนื่องจากวัดนี้ได้สร้างอย่างสวยงามบนเนื้อที่หลายพันไร่ริมเชิงเขา โดยผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต รอบๆ วัดจะมีท้าวจตุรบาลแบบจีนยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค ตรงกลางของที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทองอร่าม ถัดขึ้นไปพระพุทธรูปปางประสูติ ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กมีเพียงผ้าคลุมกายพองาม ประทับยืนชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนกับเป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด ในส่วนของตัวโบสถ์ได้สร้างด้วยศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว แถมยังมีลวดลายคล้ายลายประจำยามและลายขนดแบบของไทยสอดแทรกอยู่ ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่เล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนถึงปรินิพพาน หลังจากชมวัดเสร็จแล้งก็ลงมาชมการแสดงของชาวพื้นเมือง มีการสาดน้ำสงกรานต์ให้ดูด้วย จากนั้นก่อนขึ้นรถบัสกลับ ทางคณะก็ได้เข้าชมเครื่องประดับจากคริสตัล



ต่อด้วยการเที่ยวชมสวนม่านทิง ห่างจากตัวเมืองเชียงรุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสวนโบราณของพระราชวังกษัตริย์ในอดีต มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ถูกทิ้งร้างมานาน ก่อนได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี พ.ศ.2523

เครื่องใช้ในครัวเรือนของเผ่าอาข่า
เมื่อเข้ามาในสวนสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ รูปปั้นทองสำริดเต็มตัวสูง 3.2 เมตร ของ นายโจวเอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ในชุดพื้นเมืองชนชาติไต เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ท่านเข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ของชนชาติไตที่สวนสาธารณะแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2504 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท แนวชายแดนของสิบสองปันนากับรัฐฉานของประเทศพม่าด้วย ด้านซ้ายของ รูปปั้นมีต้นไทร 2 ต้น ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน ที่สวนแห่งนี้ยังมีลานแสดงช้าง นกยูง และยังมีวัดพุทธศาสนาอยู่ติดกับสวน มีกลุ่มเจดีย์ขาว 9 ยอดตามแบบฉบับสิบสองปันนาให้ชม ที่นี่ยังถือเป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์นกยูงของสิบสองปันนาอีกด้วย ในสวนมีนกยูงมากกว่า 2,000 ตัว


สำหรับการโชว์เมืองพาราณสี เป็นการนำเสนอถึงพระพุทธศาสนาที่เดินทางเข้ามาถึงเมืองสิบสองปันนา การแสดงงานประเพณีสงกรานต์ และการโชว์ถึงวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสิบสองปันนา ดูสวยงามและอลังการครับ สำหรับราคาค่าเข้าชม 120 - 160 หยวน หากใครไปถึงเมืองเชียงรุ่งแล้วไม่ได้ดูชุดแสดงเมืองพาราณสีแล้ว คงบอกได้คำเดียวว่ามาไม่ถึงเมืองสิบสองปันนาครับ... ก่อนที่จะเข้าไปชมภายในโรงละคร ก็มีการแสดงเรียกน้ำย่อยที่หน้าโรงกันก่อน มีการแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวีถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ สาวๆนักแสดงก็แต่งชุดเอวลอย โชว์สะดือกันเต็มที่

ปัจจุบันจีนปลูกยางพารา ในมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะที่แคว้นสิบสองปันนามีถึงประมาณ 6.9 ล้านมู่สอบถามเจ้าของสวนยางที่นี่บอกว่า 1 มู่ปลูกยางได้ 30 ต้น(ข้อมูลจากนายปรีชา เพชรมาลาอดีตรอง ผอ.สกย.ระบุว่า 2.5 มู่เท่ากับ 1 ไร่ ) และกรีดได้แล้วราว 2.36 ล้านมู่ ตลอดสองข้างทางตั้งแต่เราเดินทางผ่านด่านโมฮันจนถึงเมืองเชียงรุ่งหรือสิบสองปันนา ลอดอุโมงค์ถึง 32 แห่ง และที่ยาวสุดประมารเกือบ 4 กิโลเมตรแต่เพื่อการประหยัดจีนจะไม่ค่อยเปิดไฟในอุโมงค์

น้องมุก นักศึกษาฝึกงานสาขาการท่องเที่ยว และอ้ายแก้ว เป็นไกด์ดูแลคณะแนะนำตลอดการเดินทางในจีน
เมื่อมองทัศนียภาพทั้งสองฝากฝั่งถนนสวยงามมาก เต็มไปด้วยขุนเขาใหญ่น้อย ภูเขาทุกลูกถูกเนรมิตรเป็นสวนยางพาราแม้กระทั่งบนยอดเขาสูงลิบๆ จะมองเห็นแนวต้นยางสูงชะลูดอยู่ทั่วทุกหนแห่งและจะปลูกบนพื้นที่สูงชันและมีการขุดขั้นบันไดเรียบร้อย โดยรัฐบาลจะให้แบ่งพื้นที่ปลูกยางกันเองตามจำนวนครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านจะแบ่งกันได้ครอบครัวละ 600 ต้น ในแถบหมูบ้านจะปลูกอยู่ติด ๆ กับสวนกล้วยในไร่นา หรือแม้กระทั่งรอบ ๆ บ้านของชาวนา แทนที่ต้นไผ่ กลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงลักษณะเฉพาะของภูมิทัศน์ท้องถิ่นที่นี่ การกรีดยางจะใช้มีดเก๊าท์ ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน และมีการจำหน่ายเป็นน้ำยางสดตอน 10.00 น. ในแต่ละวัน ตรงจุดรับซื้อในหมู่บ้านจะมีการแบ่งกรีดวันละครึ่งสวนทำให้กรีดยางได้ทุกวัน มีรายได้วันละประมาณ 400 -500 หยวนต่อครอบครัว เพื่อให้บริษัทที่รับซื้อจะนำไปผลิตยางแท่งต่อไป

๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕


มีดกรีดยางในสิบสองปันนา คุยแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำสวนยางกับชาวไทลื้อ ที่เมืองหล้า
และขณะนี้บริษัทเอกชนในจีนยังมีการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว ที่ปลูกขนาบเส้นทางถนนสาย อาร์ 3 เอ ตั้งแต่เมืองห้วยทรายตรงกันข้ามกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ในรัศมี 10 กิโลเมตร ของสองฟากถนน จนถึงเมืองบ่อเตน จ.หลวงน้ำทา ติดชายแดนระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ประมาณการว่าลาวปลูกยางพาราถึงหลักล้านไร่ โดยจีนจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด จีนดีกว่าของไทยในเรื่องการดูแลรักษาต้นยางค่อนข้างมีความเข้มงวด มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่จะกรีดยาง เช่น เมื่อไรมีอากาศร้อนเกินไป อากาศหนาวเกินไป เกษตรกรชาวจีนจะหยุดกรีดยางทันที เมื่อมีโรคระบาดรัฐบาลจีนจะเข้ามาดูแลทันที แต่ถ้าในพื้นที่การปลูกไม่น่าห่วง เพราะจีนมีพื้นที่มีจำกัด

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938 - 8992/2552

การที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้ลูกจ้างมีจำนวนแน่นอนและจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือนโดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะหยุดงานหรือไม่เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าค่าครองชีพเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงานของลูกจ้าง ค่าครองชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง

การที่จำเลยกับสหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมีเงื่อนไขมิให้นำค่าครองชีพไปรวมกับค่าจ้างเพื่อคิดคำนวณค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ที่คำนวณจากค่าจ้างและเงินเดือน จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง

ซีเอสอาร์ คืออะไร









ซีเอสอาร์ เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า
Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า
Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ




คำว่า กิจกรรม ในความหมายข้างต้น หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการ

ดำเนินงานขององค์กร

สังคมในความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะมุ่งไปที่ผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้
และสังคมไกล

สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศ

สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป เป็นต้น

ในระดับของลูกค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่า ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน ความรอบคอบระมัดระวังในการผสานประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า เป็นต้น

ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น

ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการให้สินบนในทุกรูปแบบ เป็นต้น



http://thaicsr.blogspot.com/2006/03/blog-post_20.html

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แล้งกระหน่ำยางยืนตายซาก

ชาวสวนยางอีสานสุดเศร้าวิกฤติภัยแล้งและภาวะอากาศร้อนจัดส่งผลต้นยางยืนตายซากเป็นทิวแถว จังหวัดเลย เสียหายแล้วกว่า 60% นครพนมสวนยางของ "ศุภชัย โพธิ์สุ" รมช.เกษตรตายแล้วนับร้อยต้น กรมวิชาการเกษตรระบุสาเหตุชัดเกิดจากต้นยางขาดน้ำ
ภาวะราคายางที่พุ่งสูงขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ปี 2551 แม้จะลดลงช่วงต้นปี 2552 เล็กน้อยแต่ล่าสุดได้ปรับสูงขึ้นขณะนี้ทะลุกก.ละ 100 บาท เป็นความหวังของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราแม้บางรายต้นยางจะยังไม่สามารถกรีดน้ำยางได้เพราะอายุเพิ่ง 4-5 ปี แต่พวกเขาหวังว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะสามารถกรีดยางและขายได้ราคาดี แต่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นปีนี้ทำให้พวกเขาหมดความหวังเพราะอากาศที่แล้งและร้อนจัดทำให้ต้นยางที่ปลูกภายใต้โครงการยางล้านไร่ยืนตายซากเป็นจำนวนมาก

นายหล้า พรหมมาศ ประธานสหกรณ์สวนยางพาราผาน้อย จำกัด จังหวัดเลย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากภาวะความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายจังหวัด โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์สวนยางพาราผาน้อย จำกัด ซึ่งมีสมาชิก 500 กว่าราย ส่วนพื้นที่ปลูกยังไม่ได้รวบรวมอย่างเป็นทางการ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นขณะนี้คือต้นยางพารายืนตายซาก เพราะอากาศร้อนจัดและขาดแคลนน้ำ
"พื้นที่ปลูกยางของสมาชิกสหกรณ์มีทั้งภายใต้โครงการยางล้านไร่ โครงการส่งเสริมปลูกของจังหวัด รวมถึงพื้นที่ที่สมาชิกปลูกเอง เฉพาะภายใต้โครงการยางล้านไร่มีประมาณ 2,570 ไร่ เวลานี้พื้นที่ปลูกทั้งหมดต้นยางยืนตายซากไปแล้วกว่า 60% ทำให้ชาวสวนยางต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน เพราะไม่มีใครป้องกันไว้ล่วงหน้าเนื่องจากไม่คาดคิดว่าจะแห้งแล้งและร้อนจัดขนาดนี้ วันนี้ทุกคนได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ จะไปซื้อน้ำมารดคงไม่คุ้มเพราะต้นยางอายุ 4-5 ปียังกรีดน้ำยางไม่ได้ ชาวสวนจึงยังไม่มีรายได้ และความหวังจะขายยางได้ราคาดีอีก 2-3 ปีข้างหน้าคงหมดหวังแล้วเพราะต้นยางตายไปมากแล้ว"นายหล้ากล่าวและว่า
ปีนี้นับได้ว่าเป็นปีที่แล้งสุดๆ เกษตรกรที่พอจะมีเงินบ้าง จะไปซื้อน้ำมารดสวนยางยังทำได้ลำบากเพราะน้ำในห้วย หนอง คลองบึงแห้งหมด สวนยางของผมประมาณ 300 ไร่ ต้องไปสูบน้ำระยะทาง 4-5 กิโลเมตรมาฉีดรดต้นยาง แต่เวลานี้ไม่มีน้ำให้สูบขึ้นมารดแล้ว
ขณะที่นายชนะวงศ์ สมมุติ ประธานกลุ่มขายยางบ้านโพนงาม จังหวัดเลย กล่าวว่า ปกติแล้วหลังเทศกาลสงกรานต์ชาวสวนยางจะสามารถกรีดน้ำยางได้ แต่เวลานี้ชาวสวนที่มีพื้นที่ปลูกบนที่สูงอากาศร้อนและแล้งกรีดยางไม่ได้เลยเพราะฝนไม่ตก ส่วนสวนยางที่ลุ่มพอกรีดได้บ้างและขายได้ราคาดียางแผ่นดิบกก.ละ 108 บาท ขณะเดียวกันบริเวณบ้านโพนงามมีปัญหาต้นยางยืนตายซากจำนวนมากเหมือนกัน

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)จังหวัดนครพนม กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จังหวัดนครพนม ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเช่นเดียวกัน โดยมีพื้นที่ปลูกยางต้นยางขาดแคลนน้ำยืนตายซากจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีพื้นที่สวนยางของนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสบกับต้นยางยืนตายซากเช่นเดียวกัน ซึ่งทางสำนักงานได้ประสานไปยังกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีความรู้ด้านวิชาการมาตรวจสอบสาเหตุต้นยางยืนตายซาก เจ้าหน้าที่ระบุว่าสาเหตุหลักเกิดจากความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แม้ว่าต้นยางจะเกิดโรคราแป้งแต่ถ้ามีฝนตกลงมาโรคราแป้งจะหายไปได้ แต่เนื่องจากไม่มีฝนตกจึงทำให้ต้นยางตาย


นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยแล้ง โดยอำนาจของสกย.จะให้ความช่วยเหลือสำหรับต้นยางที่กรีดแล้ว 1 ปี จึงจะใช้เงินกองทุนสงเคราะห์สวนยางได้ ส่วนยางที่ยังไม่ได้กรีดนั้นอาจต้องใช้งบภัยธรรมชาติของกระทรวงเข้าไปช่วยเหลือ
แหล่งข่าวจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552-26 เมษายน 2553 มีพื้นที่ประสบภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 60 จังหวัด หากเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2552 พื้นที่ประสบภัยแล้งมากกว่าโดยปี 2552 ประสบภัยแล้ง 53 จังหวัด และหมู่บ้านประสบภัยแล้งมากกว่าถึง 8,018 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 584,366 ไร่ แยกเป็นพืชไร่ 377,264 ไร่ นาข้าว 73,897 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 133,205 ไร่



จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,526 29 เมษายน - 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เลยแล้งจัดยางพารายืนต้นตายกว่า 4 หมื่นไร่

นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายธนวรรธน์ สวรรยาธิปัติ นายอำเภอเมืองเลย นายจรูญ พาณิช นายก อบต.น้ำสวย และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเมืองเลย ได้เดินทางไปตรวจสภาพปัญหาต้นยางตายจากภัยแล้งในเขตพื้นที่ ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า ขณะนี้สวนยางพาราที่ ต.น้ำสวย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10,000 กว่าไร่ ประสบภัยแล้งตายไปแล้ว 1,000 กว่าไร่ หรือคิดเป็น 10% ของพื้นที่การปลูกยางของ ต.น้ำสวย ส่วนในเขตพื้นที่ อ.เมืองเลยเสียหายร่วม 2 หมื่นไร่
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้ไปที่แปลงยางพาราของ นายสด ถานาจร อายุ 81 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 10 ต.น้ำสวย ซึ่งพื้นที่ที่ปลูกยางพารา 20 กว่าไร่ แต่ได้รับความเสียหายแทบทั้งหมด โดยนายสด กล่าวว่า ต้นยางพาราของตนนั้นปลูกได้ 7 ปี และเริ่มกรีดในปีนี้เพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ ธกส.ที่กู้ยืมมาทำ แต่มาประสบกับภัยแล้ง ฝนไม่ตกเลย ทำให้ต้นยางยืนต้นตายดังที่เห็น ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ ธกส.
"ส่วนที่เห็นต้นยางถูกตัด เนื่องจากได้รับการแนะนำจากทางเจ้าหน้าที่เกษตรในการแก้ปัญหาเพื่อให้ออกยอด ใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะฝนไม่ตกเลย และต้นยางตายไปเรื่อย รวมทั้งของชาวบ้านไร่ข้างเคียงด้วย"
ด้านนายพรศักดิ์ กล่าวว่า ยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจากผลกระทบฝนไม่ตกที่ได้รับรายงานทั้ง จังหวัดในขณะนี้ประมาณ 40,000 กว่าไร่ และที่ไม่ตายก็ไม่สามารถกรีดยางได้ ถ้าฝนไม่ตกต้นยางก็จะตายเพิ่ม การช่วยเหลือเบื้องต้นทางจังหวัดได้ประสานกับทาง อบต.ทำการจัดซื้อพันธุ์ยางพาราแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้นยางตาย เป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น และไห้ทางเกษตรเร่งทำการสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการช่วยเหลือเป็นการด่วนต่อไป

แหล่งข่าวอ้างอิง www.pinonlines.com/node/1150 เมื่อ 22 เมษายน, 2010 - 20:57

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อากาศร้อนจัด แล้งยาว ยางอีสานตายเพียบต้องทบทวนแนวทางในการส่งเสริมการปลูกยางในภาคอีสานให้รัดกุม






เริ่มจากตายยอดและยืนต้นตายในที่สุด


โดยปกติแล้วคำแนะนำการปลูกยางพารา แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำไม่ควรน้อยกว่า 1,400 มิลลิเมตร/ปี และจำนวนฝนตกประมาณ 120-150 วัน/ปี ซึ่งถือเป็นปริมาณของฝนที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา หากมีปริมาณน้ำฝนในระดับต่ำ จะมีผลกระทบต่อการปลูกสร้างสวนยางในช่วงปีแรก ทำให้อัตราการรอดตายต่ำ ต้นยางเกิดแผลไหม้เนื่องจากแสงแดด การเจริญเติบโตช้า ให้ผลผลิตน้อย และอาจมีการระบาดของโรคราแป้งและโรคใบจุดนูน ดังนั้นควรเลือกปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม และดูแลรักษาอย่างดี ดังนั้น หากปลูกยางในที่ที่มีปริมาณน้ำดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการให้น้ำแต่หากเกิดสภาพแห้งแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางปลูกใหม่และยางที่มีอายุ 1-3 ปี แสดงอาการขาดน้ำ เช่น เหี่ยวเฉา หากเจ้าของสวนยังสามารถให้น้ำได้ก็เป็นการดีกับต้นยางที่ช่วยประคับประคองให้ผ่านช่วงแล้งไปได้ ลดการปลูกซ่อมในฤดูต่อไป หากไม่สามารถให้น้ำได้ ก็แนะนำให้ใช้เศษพืชมาคลุมโคนต้นยาง ตั้งแต่ปลายฤดูฝน เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินให้ยาวนาน














สวนยางอายุ ๕ ปีที่ห้วยยายจิ๋ว อ.เทพสถิต ต้องตัดต้นทิ้งจำนวนมาก

แต่ในช่วงที่ฤดูแล้งยาวนานในปี ๒๕๕๓ นี้ ทุกภาคส่วนของประเทศไทยร้อนตับแตก อุณหภูมิสูงขึ้นถึง ๔๒ องศาเซลเซียส มาพร้อมกับกระแสการรณรงค์ลดปัญหาโลกร้อนเกิดขึ้นทั่วโลก สิ่งที่สำคัญที่เราต้องย้อนกลับไปคิดคือยางพาราเป็นพืชที่ก่อกำเนิดจากแถบอเมริกาใต้ และจะเจริญเติบโตได้ดีบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร ที่เส้นละติจูดไม่เกิน ๑๐ องศาลิบดา เหนือและใต้เท่านั้น แต่ความต้องการมนุษย์ย่อมไม่มีขีดจำกัดจึงนำไปปลูกในเขตที่สูง และไม่ใช่เขตร้อนชื้นที่ต้นยางพาราได้กำเนิดมา ทำให้นึกถึงประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับที่ ๘ ที่ห้ามมิให้ปลูกยางพาราในเขต ๖จังหวัดในภาคอีสานกล่าวคือ ชัยภูมิ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา และอำเภออะไรอีกอำเภอหนึ่งจำไม่ได้แล้ว เริ่มแสดงมนต์ขลังออกมาเมื่อยางพาราอายุได้ ๕-๖ ปี ของโครงการล้านไร่และที่เกษตรกรปลูกเองเริ่มแสดงอาการแห้งที่ปลายใบยอดๆ เหมือนน้ำร้อนลวก ใบอ่อนเหี่ยวจนสลัดใบทิ้งหมดเป็นการทิ้งใบรอบสองนอกจากการผลัดใบตามปกติ เริ่มตายจากยอดลงมา(die back) เมื่อขาดน้ำมากขึ้นก็ตายลงรุกลามมาสู่กิ่งล่าง ตามโคนต้นเริ่มมีน้ำยางไหลและแตกเป็นปล้อง นั้นหมายถึงว่าถึงขั้นรุนแรงไม่สามารถเยียวยาได้แล้ว ก็จะยืนต้นตาย ก่งงอเข้าหาลำต้นเหมือนกับถูกไฟไหม้ในที่สุด วิธีการแก้ก็ให้อ่านข้อแนะนำของอาจารย์อารักษ์ จันทุมาดังต่อไปนี้ครับ



สวนที่เกษตรกรปลูกเองอายุ ๖ ปียืนต้นตายเกือบหมดแปลงที่อ.เทพสถิต






สวนยางในสภาพดินทราย

ดินทราย เป็นลักษณะของดินไม่อุ้มน้ำ ไม่สามารถเก็บความชื้นไว้ได้ เมื่ออากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน ทำให้ดินบริเวณรอบๆ รากต้นยางขาดน้ำ เป็นสาเหตุทำให้ต้นยางตายจากยอดได้ โดยใบอ่อนจะเริ่มเหี่ยวและแห้งจากปลายกิ่งหรือปลายยอด ลุกลามลงมาหาส่วนโคนทีละน้อย และแห้งตายตลอดต้น เปลือกล่อนออกจากเนื้อไม้ มีเชื้อราสีดำหรือสีขาวเกิดขึ้นบริเวณเปลือกด้านใน ดินทรายเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การจัดการสวนยางในดินทราย จึงควรปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยให้โครงสร้างของดินดีขึ้น มีความร่วนซุย สามารถอุ้มน้ำและรักษาความชื้นในดินได้ดี ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เกษตรกรควรผลิตเองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ กิ่งไม้ เศษพืช มูลสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างคุ้มค่า ต้องทิ้งให้ย่อยสลายโดยสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงนำมาใส่บริเวณทรงพุ่มของใบยางเช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยเคมี ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้นต่อปี ถ้าต้นยางยังเล็ก ให้ใส่รอบต้นหรือเป็นแถบ 2 ข้างลำต้น ถ้ายางเปิดกรีดแล้ว ให้ใส่ระหว่างแถว โดยคลุกเคล้ากับดินก่อนใส่ปุ๋ยเคมี ประมาณ 15-20 วัน เพื่อปรับสภาพดินต้นยางที่ตายจากยอด และอาการค่อยๆ ลุกลามลงมาที่โคนต้นทีละน้อย แก้ไขโดยตัดส่วนที่แห้งทิ้ง โดยตัดต่ำลงมาถึงส่วนที่ยังเขียวอยู่ แต่ถ้าอาการตายจากยอดยังลุกลามอยู่ จำเป็นต้องตัดหลายๆ ครั้ง โดยทยอยตัดต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วทาบาดแผลที่ตัดด้วยสีน้ำมัน เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ พร้อมกับแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ต้นยางตายจากยอดให้มีสภาพดีขึ้น เช่น รดน้ำ พรวนดินรอบโคนต้นยางกรณีหน้าดินจับตัวเป็นแผ่นแข็ง เป็นสาเหตุทำให้น้ำซึมลงลำบาก (แต่หากต้นยางอายุมากกว่า 3 ปี ไม่ควรพรวนดินรอบโคนต้น เพราะกระทบกระเทือนระบบราก ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต) ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น เพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินโปร่ง มีการระบายน้ำดีและใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้น การดูแลรักษาสวนยางก่อนเข้าฤดูแล้ง จะช่วยป้องกันการเกิดอาการตายจากยอดได้ เฉพาะอย่างยิ่ง ต้นยางในช่วง 2 ปีแรกหลังจากปลูก โดยใช้เศษพืชคลุมดินรอบโคนต้น ซึ่งจะช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ได้ในช่วงฤดูแล้ง และทาปูนขาวหรือสีน้ำมันบริเวณโคนต้นเพื่อป้องกันลำต้นไหม้จากแสงแดด
ตัดต้นแล้วเริ่มแตกกิ่งขนาดเล็กออกมา




สรุปแลวตามความคิดของข้าพเจ้า ใครปลูกยางในที่เก็บน้ำไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ลูกรัง ดินทรายจัด หรือเป็นดินดานอยู่ใต้ดินระดับ ๑ เมตร จะต้องสร้างระบบนิเวศน์ให้เหมาะกับถิ่นกำเนิดเดิมของยางพารามากที่สุด คือมีความชื้นและสามารถมีน้ำหล่อเลี้ยงในฤดูแล้งอย่างเพียงพอเท่านั้น คงหนีไม่พ้น การปลูกพืชคลุมดินและเดินระบบน้ำหยดควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้นต้องมีการปลูกพืชแซมเช่นกล้วยและสัปปะรดเพื่อรักษาหน้าดิน และควรเว้นไม้ป่าไว้บ้างเพื่อสร้างสมดุลเรื่องความร่มรื่นและป้องกันลมแรงที่ทำให้ต้นยางโค่นล้มหรือกิ่งหัก เป็นความโชคร้ายที่การตายจากขาดน้ำมาเกิดกับต้นยางที่อายุเกือบเปิดกรีดได้แล้วกลับมาตายอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น สูญเสียเงินทุน แรงกายและแรงใจมากมายจริงๆ ไม่เฉพาะยางพาราดูขนาดผู้ปลูกชะอมปลอดสารพิษที่บ้านโพธิ์รังนกที่ปลูกส่งประเทศญี่ปุ่นวันละ ๒๐๐ กิโลกรัม เมื่อคลองชลประทานไม่มีน้ำชะอมยืนต้นตายต้องถูกปรับที่ส่งชะอมส่งออกไม่ได้ถึง ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม หนักเอาการเหมือนกัน





สภาพที่ต้นยางตายทั้งแถวซึ่งขนาดลำต้น ๔๗ เซนติเมตรแล้ว




อ้างอิงที่มา : ขอขอบคุณคำแนะนำจากอาจารย์อารักษ์ จันทุมา ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยาง







การจัดการสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม

จากการเปิดเผยของ คุณสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ว่า ยางพาราที่ปลูกในสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่นา ดินทราย ดินลูกรัง หน้าดินตื้น ดินปลวก จะมีผลทำให้ต้นยางเจริญเติบโตช้า ไม่ต้านทานโรคและให้ผลผลิตต่ำ และยังอาจมีผลกระทบตามมาจากภัยธรรมชาติได้อีกด้วย ดังนั้น ในการตัดสินใจปลูกยาง เกษตรกรควรพิจารณาหลักเกณฑ์สำหรับปลูกยางพาราให้เหมาะสม ได้แก่ การเลือกพื้นที่ปลูก พันธุ์ยางที่เหมาะสมกับพื้นที่และมีการจัดการสวนยางที่ถูกต้องเพื่อช่วยให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง สามารถทนต่อสภาวะที่เกิดขึ้นจากความแห้งแล้งและภัยธรรมชาติอื่นๆ ได้ แต่หากเกษตรกรได้ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปแล้ว ก็มีความจำเป็นต้องมีการจัดการสวนยางที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ต้นยางรอดตายได้ในระดับหนึ่ง แต่เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คุณอารักษ์ จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ให้แนวทางในการจัดการสวนยางเพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ดังนี้

สวนยางในสภาพพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่นา น้ำท่วมขัง และพื้นที่นาดอนพื้นที่ราบลุ่ม หรือพื้นที่นา

เป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงหรือระดับน้ำใต้ดินอยู่ใกล้ผิวดิน น้ำจะซึมผ่านลงไปได้ยาก ทำให้เกิดการไหลบ่า หรือการขังน้ำผิวหน้าดิน พื้นที่เหล่านี้มีการระบายน้ำไม่ดี สภาพน้ำท่วมขังทำให้รากยางขาดก๊าซออกซิเจน ส่งผลกระทบต่อต้นยาง ทำให้ลำต้นแคระแกร็น โคนต้นโต แตกพุ่มเตี้ย และใบเหลืองซีดคล้ายๆ อาการขาดธาตุไนโตรเจน บางครั้งอาจพบปลายยอดแห้งตาย การจัดการสวนยางที่ปลูกในที่ลุ่ม แนะนำให้ทำทางระบายน้ำออกจากแปลงให้พ้นระดับรากของต้นยาง หรือไถยกร่อง อย่างไรก็ตาม การยกร่องจะช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตในช่วง 3-4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นต้นยางจะชะงักการเจริญเติบโต การจัดการสวนยางในสภาพพื้นที่ดังกล่าวนี้ แม้ช่วยให้ต้นยางรอดตาย แต่ก็แคระแกร็น เจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ ส่วนพื้นที่นาดอน เป็นพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี จำเป็นต้องระบายน้ำออกจากแปลงยางในช่วงที่ฝนตกชุก หรือมีน้ำขัง แต่พื้นที่นาดอนบางแห่งสามารถปลูกยางได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำใต้ดิน โดยสามารถสังเกตสีของดิน หากเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี สีของดินจะมีลักษณะสม่ำเสมอ มีสีพื้นเป็นสีเดียวกันตลอดความลึก เช่น มีสีแดง สีเหลืองปนแดง หรือสีน้ำตาลปนเหลือง ต้นยางสามารถเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเป็นพื้นที่ระบายน้ำเลว น้ำที่ขังอยู่ตามช่องว่างของดินจะเกิดจุดสีประ ทำให้ดินมี 2 สี โดยสีหนึ่งปรากฏเป็นจุดกระจายอยู่บนสีพื้นอีกสีหนึ่ง มองเห็นชัดเจน เช่น จุดประสีเหลือง สีเทา หรือสังเกตได้จากพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในที่มีการระบายน้ำเลว เช่น ต้นกก หญ้าลิเภา แห้วหมู หรือลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มถึงลูกคลื่นลอนลาด มีความลาดชันเล็กน้อย และมีระดับน้ำใต้ดินตื้น ซึ่งเป็นลักษณะพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยางสวนยาง

ในสภาพดินทราย ดินทราย เป็นลักษณะของดินไม่อุ้มน้ำ

ไม่สามารถเก็บความชื้นไว้ได้ เมื่ออากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน ทำให้ดินบริเวณรอบๆ รากต้นยางขาดน้ำ เป็นสาเหตุทำให้ต้นยางตายจากยอดได้ โดยใบอ่อนจะเริ่มเหี่ยวและแห้งจากปลายกิ่งหรือปลายยอด ลุกลามลงมาหาส่วนโคนทีละน้อย และแห้งตายตลอดต้น เปลือกล่อนออกจากเนื้อไม้ มีเชื้อราสีดำหรือสีขาวเกิดขึ้นบริเวณเปลือกด้านใน ดินทรายเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การจัดการสวนยางในดินทราย จึงควรปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยให้โครงสร้างของดินดีขึ้น มีความร่วนซุย สามารถอุ้มน้ำและรักษาความชื้นในดินได้ดี ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เกษตรกรควรผลิตเองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ กิ่งไม้ เศษพืช มูลสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างคุ้มค่า ต้องทิ้งให้ย่อยสลายโดยสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงนำมาใส่บริเวณทรงพุ่มของใบยางเช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยเคมี ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้นต่อปี ถ้าต้นยางยังเล็ก ให้ใส่รอบต้นหรือเป็นแถบ 2 ข้างลำต้น ถ้ายางเปิดกรีดแล้ว ให้ใส่ระหว่างแถว โดยคลุกเคล้ากับดินก่อนใส่ปุ๋ยเคมี ประมาณ 15-20 วัน เพื่อปรับสภาพดินต้นยางที่ตายจากยอด และอาการค่อยๆ ลุกลามลงมาที่โคนต้นทีละน้อย แก้ไขโดยตัดส่วนที่แห้งทิ้ง โดยตัดต่ำลงมาถึงส่วนที่ยังเขียวอยู่ แต่ถ้าอาการตายจากยอดยังลุกลามอยู่ จำเป็นต้องตัดหลายๆ ครั้ง โดยทยอยตัดต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วทาบาดแผลที่ตัดด้วยสีน้ำมัน เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ พร้อมกับแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ต้นยางตายจากยอดให้มีสภาพดีขึ้น เช่น รดน้ำ พรวนดินรอบโคนต้นยางกรณีหน้าดินจับตัวเป็นแผ่นแข็ง เป็นสาเหตุทำให้น้ำซึมลงลำบาก (แต่หากต้นยางอายุมากกว่า 3 ปี ไม่ควรพรวนดินรอบโคนต้น เพราะกระทบกระเทือนระบบราก ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต) ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น เพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินโปร่ง มีการระบายน้ำดีและใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้น การดูแลรักษาสวนยางก่อนเข้าฤดูแล้ง จะช่วยป้องกันการเกิดอาการตายจากยอดได้ เฉพาะอย่างยิ่ง ต้นยางในช่วง 2 ปีแรกหลังจากปลูก โดยใช้เศษพืชคลุมดินรอบโคนต้น ซึ่งจะช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ได้ในช่วงฤดูแล้ง และทาปูนขาวหรือสีน้ำมันบริเวณโคนต้นเพื่อป้องกันลำต้นไหม้จากแสงแดด

สวนยางในสภาพดินลูกรัง และหน้าดินตื้น

ดินลูกรังในประเทศไทยเป็นดินที่มีปัญหาในการทำเกษตรกรรมชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นดินตื้น มีชั้นลูกรังหรือเศษหินกรวดเกิดขึ้นเป็นชั้นหนาและแน่น จนเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืช และพบในความลึก 50 เซนติเมตร จากผิวดิน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ การระบายน้ำไม่ดี มีการชะล้างพังทลายของดินสูง และเกิดการกัดกร่อนผิวหน้าดินในบริเวณที่มีความลาดชันสูง กล่าวโดยทั่วไป ดินลูกรังและดินตื้น เป็นดินที่มีศักยภาพในการเกษตรต่ำ เพราะภายใต้ชั้นลูกรังลงไปมักเป็นชั้นดินเหนียว เป็นอุปสรรคต่อการเจริญของรากพืช ต้นยางที่ปลูกในดินลักษณะเช่นนี้ จะพบว่าในช่วง 1-3 ปีแรก เจริญเติบโตดี หลังจากนั้น ต้นยางจะชะงักการเจริญเติบโต ขอบใบแห้งและตายในฤดูแล้ง เพราะต้นยางไม่สามารถใช้น้ำในระดับรากแขนงได้ และหากช่วงแล้งยาวนาน จะมีผลทำให้ต้นยางตายจากยอด การแก้ไขเบื้องต้นคือ การตัดยอดเพื่อให้ต้นยางแตกกิ่งขึ้นมาใหม่ ซึ่งช่วยให้ต้นยางไม่ตาย แต่ก็ไม่ค่อยโต ควรใช้ประโยชน์ของดินลูกรังในการปลูกพืชไร่หรือพืชรากตื้นชนิดอื่นจะดีกว่า เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวไร่ ถั่วชนิดต่างๆ โดยต้องมีหน้าดินหนาประมาณ 20 เซนติเมตร ขึ้นไป มีการระบายน้ำดีหรือดีปานกลาง ไม่มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน หรือทำเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทำนา ปลูกไม้ยืนต้นประเภทไม้โตเร็วบางชนิดกรณีชั้นลูกรังไม่จับกันแน่นนัก เพื่อเป็นพื้นที่ป่าหรือใช้ประโยชน์ เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น ยูคาลิปตัส มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ มะขาม น้อยหน่า มะขามเทศ นุ่น สะเดา ขี้เหล็กบ้าน แต่ต้องปรับปรุงหลุมปลูกด้วยหน้าดินร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อย่างไรก็ดี ดินลูกรังที่พบในบริเวณที่มีฝนตกมากกว่า 1,600 มิลลิเมตร ต่อปี เช่น ในแหล่งปลูกยางเดิมทางภาคใต้และภาคตะวันออก สามารถปลูกยางได้ดี ส่วนดินลูกรังที่พบในบริเวณที่มีฝนตกมากกว่า 1,400 มิลลิเมตร ต่อปี สามารถปลูกยางได้ โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านเหนือ และด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2550)

สวนยางในสภาพดินปลวกดินปลวก

เป็นดินที่มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวเกาะยึดกันเองและเกาะยึดกับสารอื่นได้ดีมาก จึงไม่ร่วนซุย แต่เหนียวเหนอะหนะและพองตัวเมื่อเปียก แต่เมื่อแห้งเนื้อดินจับกันเป็นก้อนแข็งแกร่ง การระบายน้ำเป็นไปได้ช้า และรากยางชอนไชเพื่อดูดน้ำและธาตุอาหารได้ยาก ประกอบกับดินจับตัวเป็นก้อน เมื่ออยู่ในสภาพแห้งแล้งอาจเป็นสาเหตุทำให้รากยางขาด โดยเฉพาะรากฝอย ทำให้ต้นยางอ่อนแอ ชะงักการเจริญเติบโตและตายได้ ขณะนี้ยังไม่มีวิธีแก้ไขต้นยางที่ปลูกในดินปลวกให้เจริญเติบโตได้แม้มีความพยายามแก้ไข และปรับหลุมปลูกให้กว้าง ยาว และลึกมากขึ้น แล้วปรับปรุงดินในหลุมปลูกด้วยหน้าดินร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วก็ตาม แต่ต้นยางที่เพิ่งปลูกก็ยังตายเช่นเดิมอย่างไรก็ตาม การมีปลวกสร้างรังบริเวณโคนต้น ก็ทำความเสียหายแก่ต้นยางได้ ซึ่งพบทั้งปลวกที่กินไม้แห้งและต้นยางสด แม้ปลวกบางชนิดจะไม่กินต้นยางสด แต่การสร้างรังบริเวณโคนต้น ก็ทำให้ดินเป็นโพรง เมื่อมีลมพัดทำให้ต้นยางโค่นล้มเสียหายได้ จึงควรป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีที่เป็นของเหลวราดรอบๆ โคนต้นที่พบปลวกและต้นข้างเคียง ต้นละ 1-2 ลิตร โดยขุดดินเป็นร่องแคบๆ รอบโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีซึมขยายออกทางด้านข้างมากเกินไป ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน(carbosulfan) 20%EC เช่น พอสซ์ อัตรา 40-80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโปรนิล (fipronil) 5% SC เช่น แอสเซ็นต์ อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร คุณสุขุม กล่าวในตอนท้ายว่า ก่อนที่เกษตรกรจะตัดสินใจปลูกยาง ควรสำรวจสภาพพื้นที่และสภาพดินเสียก่อนว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ ซึ่งควรมีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,250 มิลลิเมตร ต่อปี และมีจำนวนวันฝนตก 120-150 วัน ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง เพราะหากปลูกยางไปแล้วและมาแก้ไขปัญหาในภายหลัง ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อันเป็นการเพิ่มต้นทุน เพราะบางปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสียเวลาและอาจไม่คุ้มค่า ดังนั้น เกษตรกรจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจปลูกยาง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอคำแนะนำ หรือขอรับเอกสารคำแนะนำต่างๆ ได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-1576 หรือศูนย์วิจัยยาง และสำนักงานตลาดกลางยางพารา กรมวิชาการเกษตรจังหวัดต่างๆ ได้แก่ หนองคาย บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ทั้งนี้ เพื่อเกษตรกรของเราสามารถปลูกยางให้เจริญเติบโตได้ดี ประสบผลสำเร็จ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นพลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญรุดหน้าต่อไป


อ้างอิงที่มา : นายสุขุม วงษ์เอก,สถาบันวิจัยาง